10623751_846944238697804_6069397532748902410_o

การศึกษาชุมชนผ่านกิจกรรม ‘โบราณคดีชุมชน’

by author page

nan

การฝึกภาคปฎิบัติงานพัฒนาชุมชน เป็นการฝึกการสังคมสงเคราะห์ชุมชน ระดับจุลภาคที่ต้องร่วมปฎิบัติงานกับชุมชน ศึกษาชุมชนบนฐานของความเข้าใจ และตระหนักถึงภาวะการณ์ของชุมชน ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามกระแสโลภาภิวัฒน์ และ กระแสสังคมภายนอกที่โอบล้อมชุมชนอยู่

การเปลี่ยนแปลงรอบๆตัวที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนให้ปรับตามไป

การปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน จึงมีเป้าประสงค์ที่จะพัฒนาให้เกิด /ดึงเอาความสามารถ ในการพึ่งพาตนเองออกมาใช้ โดยมีทรัพยากรของชุมชนเป็นฐานทุน

อันจะส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ในการจัดการชุมชนเอง เกิดการเรียนรู้ และ เท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ให้สามารถดำรงอยู่ได้ เป็นความประสงค์ที่จะให้สอดคล้องกับหลักปรัชญา ทางสังคมสงเคราะห์ คือ “ช่วยเขา เพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้” และจะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือสังคมได้ด้วย

ภายใต้ “โครงการวิจัยการศึกษาและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา” โดยมีอาจารย์ปัทมา สมิตะสิริ อาจารย์ประจำสาขาพัฒนาสังคม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา เป็นหัวหน้าโครงการฯ

ก่อนที่ นศ.จะได้เข้ามาทำงานด้วยนั้น โครงการฯได้ศึกษาศักยภาพชุมชน ระยะแรกแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงเดือน สิงหาคม ๒๕๔๖ เป็นเวลา ๑๐ เดือน นศ.เข้าไปในช่วงที่สองของงาน ที่มีแผนการจะดำเนินการให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว

จากความต้องการสร้างแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน และข้อมูลเดิมเกี่ยวกับเตาเผาโบราณในพื้นที่ โครงการฯจัดให้ตัวแทนชุมชนไปดูงานอนุรักษ์เตาเผาโบราณ เตาจ่ามนัส & เตาสุนันพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น พิพิธภัณฑ์วัดนาซาวพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ ที่จังหวัดน่าน ส่งผลให้ชุมชนบ้านบัว จ.พะเยา ต้องการพัฒนาเตาโบราณในพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ พิพิธภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากศึกษาแล้วว่ามีศักยภาพในด้านดังกล่าว

ทางโครงการฯจึงติดต่อ อาจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ไปช่วยดูแลเรื่องการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีและวิธีการปฎิบัติงานโบราณคดีชุมชน ทำให้ นศ.ได้เข้าไปมีบทบาทร่วม เป็นผู้จัดกระบวนการพัฒนาชุมชน ด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเพื่อฟื้นฟูพลังชุมชน และเสริมศักยภาพด้านการจัดการแก่ชุมชนที่ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ถึง ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘

ชุมชนบ้านเวียงบัว ในท้องที่ ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา ต้องการขุดค้นเตาเผาโบราณ ๒ แห่ง คือ เตาเผาโบราณที่อยู่ในบริเวณที่ดินของ’พ่อจันทร์’ นายจันทร์ เฉพาะธรรม (รูปซ้าย) และ ในบริเวณที่ดินของ นายแต๋ง เครือวัลย์ ‘พ่ออุ้ยแต๋ง’ (ขวา)

จาก ๕ ขั้นตอนตามทฤษฎีทางการศึกษา นศ.เข้าไปเมื่อโครงการดำเนินไปบางส่วนแล้ว จึงเข้าไปร่วมในขั้นตอนของ ‘การดำเนินการ’ พร้อมๆกับขั้นตอน ‘ การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน’ เพื่อนำไปสู่การวางแผนกิจกรรมการศึกษาชุมชน สังเกตุการณ์อย่างมีส่วนร่วม คิดไป-ทำไป มีการเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นกับสถานการณ์ ทำให้บรรยากาศในการทำงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถสังเกตุเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่มีอยู่ในชุมชนในภาพรวม เห็นความต้องการชองชุมชนและสิ่งที่สามารถตอบสนองได้ด้วยศักยภาพของชุมชนที่มีอยู่

ในช่วงที่มีการขุดค้น มีชาวบ้านในชุมชนเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ ทั้งกลุ่มที่มีพื้นที่ทางสังคมในงานพัฒนาชุมชน และ กลุ่มที่ไม่มี การเปิดโอกาสในการขุดค้นฯ ทำให้คนที่สนใจเข้าไปมีส่วนร่วมได้ บางคนได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ในเวลาปกติไม่ได้ใช้ ไม่ได้แสดงออกมา ทำให้เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน เกิดเป็นการยอมรับซึ่งกันและกัน เกิดการช่วยเหลือ และเข้าใจกันมากขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ทางสังคมในการทำงานพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมนี้ ไม่ได้ทำให้กลุ่มคนด้อยอำนาจทางสังคม หรือ มีบทบาททางการพัฒนาไม่มากนัก ต้องปะทะ เผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอำนาจในการทำกิจกรรม แต่เป็น การสร้างสัมพันธ ความเข้าใจดีต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับกันเองภายในชุมชน และทำให้บุคคลเหล่านี้ มีบทบาททางการพัฒนามากขึ้น

ถึงแม้ว่าการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนี้ ส่วนหนึ่งจะเกิดจากความร่วมมือจากการเกณฑ์ มากกว่าการมีส่วนร่วม

เพราะกลุ่มคนใหญ่(ผู้ใหญ่)วัยแรงงาน ส่วนหนึ่งที่มาร่วมขุดค้น มาจากการจัดการแรงงานของชุมชน ทำตามหน้าที่กฎระเบียบของขุมชนที่นี่

แต่การได้ลงมือขุดเตาเผาโบราณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนบ้านบัวไม่เคยทำกันมาก่อน สามารถดึงความสนใจให้คนในชุมชน เกิดความอยากรู้อยากเห็น เป็นเวทีให้แสดงความสามารถ ในการขุดแต่งเศษเครื่องถ้วยชาม มีคนมองเห็น ชื่นชม ก็กลายเป็นการเข้ามามีส่วนร่วม ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่ก็อยากมาร่วมขุดค้นด้วย

ปัจจัยส่งเสริมที่มาจากความต้องการร่วมของคนในชุมชน เป็นปัจจัยภายในที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนกิจกรรม เนื่องจากการขุดค้นเตาเผาโบราณ เป็นความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน ประกอบกับเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นรูปธรรม เพราะทุกคนที่นี่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งเตาเผาโบราณมานานแล้ว แต่เหมือนกับถูกทิ้งให้รู้อยู่เพียงแค่นั้น ไม่มีใครเข้าไปขุดค้นสำรวจศึกษา

จนเมื่อเกิดการขุดค้นขึ้นมาจริงๆจังๆ จึงทำให้ชาวบ้านตื่นตัว และเมื่อมีความคุ้นเคยที่มากขึ้นในการลงมือขุดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงจอบ ขุดดิน ขนเศษดิน จึงเป็นอย่างกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น เกิดการร่วมแรงร่วมใจ และ ช่วยกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่อไปได้สำเร็จ

นศ.ได้เห็นการแก้ไขปัญหา ที่เปิดโอกาสให้คนสูงอายุเข้ามามีบทบาทได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่คนจำนวนมากทำงาน และ อุปกรณ์ไม่เพียงพออีก คราวนี้เป็น ‘บุ้งกี๋’ ที่เราเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก หรือ เรื่องแปลก ก็เพียงแค่ไปซื้อมา ความพยายามที่จะพึ่งตนเองก่อน จึงไม่ตั้งคำตอบแรกไว้อย่างง่ายๆที่’เงิน’ถ้ายังช่วยตัวเองได้ และยังไม่จำเป็น หรือ มัวรอคนอื่นมาช่วย

สักพักหนึ่งในระหว่างที่คนรุ่นเยาว์ยังไม่รู้จะหาวัสดุอะไรมาขนเศษดิน เศษวัตถุ จึงปรากฎว่ามีคนทยอยโยน ‘สะเป๊าะ’ อันแล้วอันเล่า ลงไปในหลุม