photo3

น่าน | โบราณคดีชุมชน

by author page

nan

โบราณคดีชุมชนที่น่าน

“Seeing is not always believing” Martin Luther King , Jr.

พื้นที่ทั่วไป
จังหวัดน่านมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน มีภูมิประเทศสวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ อยู่มาก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธ์

แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายว่าทรัพยากรทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าจัดการจะได้รับผลกระทบและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว

ที่น่าสนใจและมีคุณสมบัติทางโบราณคดีกล่าวได้ว่าเป็นย่านอุตสาหกรรมโบราณสองยุค : 2 period industrial district คือ บริเวณพื้นที่แอ่งกะทะ (basin) ลุ่มน้ำสุมน น้ำซาว และน้ำสวก ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำน่าน ในท้องที่อำเภอเมืองน่าน

ซึ่งได้เคยมีการสำรวจพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุในห้วงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ – ๘,๐๐๐ ปีมาแล้วเป็นพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณไม่นอ้ยกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่บริเวณดอยภูซาง ท้องที่ตำบลนาซาว ดอยปู่แก้ว เขาชมพู ท้องที่ตำบลนาซาวติดต่อกับตำบลดู่ใต้ และที่เขาหินแก้ว ท้องที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน พบแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบเนื้อแกร่งสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๒ ในพื้นที่ราว ๓ ตารางกิโลเมตรที่ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน นอกจากนั้นในพื้นที่เดียวกันยังมีทรัพยากรทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในสมัยต่อๆมาอีกมาก

น่าน : แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีภูเขาและที่ลาดชันมากกว่าพื้นที่ราบ ภูเขาสูงอยู่ทางด้านตะวันออก ได้แก่ ทิวเขาหลวงพระบาง ที่กั้นชายแดนไทย-ลาว ยอดสูงสุด คือ ดอยภูคา สูง ๑.๘๙๐ เมตร เหนือระดับทะเลปานกลาง อยู่ในเขตต่อเนื่องของอำเภอปัว กับอำเภอบ่อเกลือ

ที่ราบลุ่มผืนใหญ่สุดอยู่ในแอ่งที่ราบน่าน-เวียงสา (Nan – Sa basin) ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำน่านในเขตอำเภอเมืองน่าน และอำเภอเวียงสา ส่วนที่ราบลุ่มขนาดเล็กส่วนมาก อยู่ในหุบเขาแคบๆตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ในอำเภอนาน้อย อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง และ อำเภอทุ่งช้าง

เทือกเขาสูงในจังหวัดน่าน เป็นแหล่งต้นน้ำน่านที่มีลำห้วย และ ลำธารจำนวนมากในเทือกเขาผีปันน้ำ ท้องที่อำเภอปัว ไหลลงมารวมตัวกันเป็นต้นน้ำน่านที่เทือกเขากิ่งศาลา แล้วไหลลงสู่ที่ราบลุ่มในท้องที่อำเภอทุ่งช้าง ไหลผ่านอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา หลายตำบลในท้องที่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น ออกไปสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร ลงไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมกับแม่น้ำยม และแม่น้ำวังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำน่านเป็นแควสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวกว่าแควสาขาอื่นๆอีกสามสาย นอกจากแม่น้ำน่านแล้ว ยังมีแหล่งน้ำสำคัญสายสั้นๆอีกหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำสา แม่น้ำว้า แม่น้ำสมุน แม่น้ำแหง แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง แม่น้ำยาว แม่น้ำขว้าง และแม่น้ำงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ไหลลงแม่น้ำน่าน

ด้วยเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนกั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็นแอ่ง เป็นหุบขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง การตั้งถิ่นฐานของผู้ฅนตั้งแต่สมัยโบราณ จึงกระจัดกระจายออกเป็นหย่อม เป็นย่าน ส่วนมากอยู่กันตามพื้นที่ราบในหุบเขาสองฟากแม่น้ำสายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอ่งที่ราบของแม่น้ำน่าน พบหลักฐานที่แสดงถึงพัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของฅนเป็นจำนวนมาก ทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์

ย่านอุตสาหกรรมโบราณของสองยุคสมัย

พื้นที่น่าสนใจ ได้แก่ พื้นที่แอ่งกะทะ (basin) ในลุ่มแม่น้ำสมุน แม่น้ำซาว และแม่น้ำสวก ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำน่านในท้องที่อำเภอเมืองน่าน ซึ่งสำรวจพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุในห้วงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ – ๘,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในพื้นที่ต่อเนื่องกว่า ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่บริเวณ ดอยภูซาง ที่อยู่ในท้องที่ตำบลนาซาว ดอยปู่แก้ว และ เขาชมพู ในท้องที่ตำบลนาซาวติดกับตำบลดู่ใต้ และที่ เขาหินแก้ว ในท้องที่ตำบลดู่ใต้

เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน เผยแพร่เป็นครั้งแรกในหนังสือเรื่องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เขียนโดย ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ตั้งแต่เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านรายงานว่า ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ มีเครื่องมือเครื่องใช้สำริดอยู่หลายชิ้น ที่สำคัญ คือ พร้าสำริด ( bronze dagger-axes) สมัยโลหะ อายุราว ๙๐๐ – ๗๐๐ ปี ก่อน ค.ศ. พบที่จังหวัดน่าน

หลังจากปีนั้น ไม่มีข้อมูลเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่านอีกเลย จนปีพ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๒๕ กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดน่าน ได้ยก หอคำของเจ้าเมืองน่านที่เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัดให้กรมศิลปากร เพื่อทำการปรับปรุงจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

การสืบค้นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน เป็นไปอย่างช้างๆในช่วงเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา มีผลการศึกษาไม่มากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับการดำเนินงานในจังหวัดอื่นๆ แม้ว่าจะมีการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายครั้ง

กรมศิลปากรได้เคยมอบให้คุณยุทธนา นิยโมสถ ภัณฑารักษ์ประจำกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คุณสุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคุณสมชาย ณ นครพนม ภัณฑารักษ์ประจำฝ่ายวิชาการ ไปศึกษาหาข้อมูลและจัดหาโบราณวัตถุสำหรับนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ได้หลักฐานเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจากท้องที่ต่างๆของหลายอำเภอ พร้อมกับจัดพิมพ์รายงานหนังสือ เมืองน่าน : โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และ ศิลปะ

ในปีพ.ศ.๒๕๒๗ โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคเหนือของกรมศิลปากร ผม คุณพาสุข ดิษยเดช คุณประทีป เพ็งตะโก และคุณสว่าง เลิศฤทธิ์ สำรวจแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในเขตอำเภอเมืองน่าน พบแหล่งที่น่าสนใจที่เขาหินแก้ว เขาชมพู และ ดอยปู่แก้ว ในท้องที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน

ปีพ.ศ.๒๕๒๘ ผมร่วมปฎิบัติงานโครงการวิจัยไทย-ฝรั่งเศส กับ Jean Pierre Portrau และ Marielle Santoni สำรวจเขาหินแก้ว เขาชมพูอีกครั้ง พบแหล่งโบราณคดีลักษณะเดียวกับที่เขาหินแก้วอีกแห่งที่ดอยภูทอก บ้านทุ่งผง อยู่ในท้องที่อำเภอเวียงสา

เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรร่วมกับจังหวัดน่าน จัดประชุมสัมนาทางวิขาการหัวข้อ โบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองน่าน ในกิจกรรมดังกล่าว อาจารย์พิสิฐ เจริญวงศ์ และ ผมเสนอรายงานเรื่อง แหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดน่าน นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีที่เขาหินแก้ว เขาชมพู ดอยปู่แก้ว และดอยภูทอก ว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (lithic implement manufacturing sites ) มีหลักฐานและร่องรอยการกะเทาะผลิตเครื่องมือหินในพื้นที่ต่อเนื่องประมาณ ๒ – ๓ ตารางกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย

ในแต่ละบริเวณพบเครื่องมือหิน แกนหิน สะเก็ดหิน และชิ้นส่วนอื่นๆที่เกิดขึ้น ในกระบวนการกะเทาะเครื่องมือหินทับถมอยู่เป็นจำนวนมาก และเสนอว่าแหล่งดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่สุด และอาจใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจเป็นพิเศษและเป็นที่รู้จักกันดีอีกแห่ง คือ บริเวณ เสาดินนาน้อย หรือ ฮ่อมจ๊อม ในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ระดับแนวหน้าของจังหวัดน่าน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็มีการสำรวจพบเครื่องมือหินเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ปีพ.ศ.๒๕๓๙ ชาวบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ พบ กลองมโหระทึกสำริด แบบดองซอน ๒ ใบ พร้อมกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับทองคำและแผ่นทองคำในบริเวณป่าช้าเก่า และได้มองกลองทั้งสองใบแก่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่านเพื่อทำการอนุรักษ์ ซ่อมแซมและนำไปจัดแสดง

แหล่งโบราณคดีสองในสามแห่งที่กล่าวช้างต้นนี้ สองในสามแห่งมีคำว่า แก้ว เป็นภูมินามท้องถิ่น ( local place name) เชื่อว่าน่าจะมาจากเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่ในบริเวณเทือกเขานี้มีสายแร่ควอร์ทซ์ (quartz vein)มีผลึกแร่ควอร์ทซ์หรือหินเขี้ยวหนุมานที่มีสีต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นขนิดใส ไม่มีสี และ สีขาวขุ่น

มีการพบแหล่งที่มีเครื่องมือหินขัดที่บ้านนามน ตำบลสวก พบหัวขวานโลหะมีบ้องที่ดอยโป่ง อำเภอปัว พบเครื่องมือหินกะเทาะ ทำจากหินกรวดแม่น้ำ เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ กระดูกสัตว์ในถ้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำอัมรินทร์ หรือ ถ้ำปู่แล่ม อยู่ที่อำเภอเวียงสา

เมื่อก่อนยามว่างจากทำนา ชาวบ้านดู่ใต้ บ้านเชียงราย บ้าน้ำปั้ว บ้านนาซาว บ้านก้อดและหมู่บ้านใกล้เคียงยังอาศัยการขุดหาก้อนผลึก ก้อนแร่ไปขาย เช่น ก้อนแร่ที่เรียกกันว่า เป๊ก ซึ่งมี ๒ ลักษณะ คือ เป็นลูกกลมๆ ภายในกลวงหรือทึบ เมื่อทุบหรือผ่าออกภายในมีผลึกแร่ควอร์ทซ์สีต่างๆอยู่ คล้ายแร่ในตระกูลคาลซิโนี (chalcedony) ชาวบ้านเรียกว่า เป๊ก-มะ-เยา หรือเป๊ก-หมา-เหงา

ส่วนอีกแบบเป็นก้อนทรงลูกบาศก์(cuboid) และเชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์จึงนิยมนำไปบูชา หรือนำไปปลุกเสกทำเครื่องลางของขลัง ปัจจุบันกิจกรรมการขุดหาผลึกแร่เหล่านี้ไม่มีแล้ว แต่การขุดหาเป๊กยังมีอยู่บ้าง

ในการสำรวจพบว่าบางบริเวณมีกองหินทับถมในที่นี้ขอเรียกว่า บ่อหิน (stone quarry) บนยอดเขาชมพู และดอยปู่แก้ว มีสิ่งที่อาจเรียกว่า หินวง หรือ วงหิน ที่มีลักษณะเป็นเนินดินคล้ายหลุมฝังศพ

ก่อล้อมด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ หรืออาจเป็น กองหินวัตถุดิบ (material stocks )ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะที่เกิดจากฅนทำ ไม่ใช่เกิดเองตามธรรมชาติ แต่ยังไม่ทราบอะไรมากกว่านี้และเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป

เขาหินแก้ว – เขาชมพู -ดอยปู่แก้ว

เขาหินแก้ว เชาชมพู และดอยปู่แก้ว เป็นเนินเขาอยู่ในเทือกเขาที่เป็นแนวยาวทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน แนวเทือกเขานี้โอบล้อมแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเคยพบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานแล้ว เรียกกันว่า “เสียมตุ่น” เสียมตุ่นที่พบมีทั้งประเภทที่ป็นขวานหินขัด(polished adzes) และขวานกะเทาะ(flaked adzes) กระจายอยู่ทั่วไป

นอกจากนั้นยังมีหินแปรจากหินชิสต์(partially metamorphic schist) หินควอร์ทไซด์เนื้อละเอียด หินอัคนี หรือหินภูเขาไฟเนื้อละเอียด หินไดอะเบสสีเขียว ซึ่งเป็นหินโครงสร้างของภูเขา

บนเขาชมพู พบเครื่องมือหินรูปร่างหยาบๆ ที่เป็นขั้นตอนแรกๆของการผลิต และแตกหักชำรุดระหว่างการผลิตจำนวนมาก มีหินบะซอล์สีดำเนื้อละเอียด มีเครื่องมือหินแบบเดียวกับบนเขาหินแก้ว แต่ความหนาแน่นในการพบน้อยกว่า อีกทั้งมีการถากถางพื้นที่ เพื่อทำไร่ทำสวน พื้นที่แหล่งจึงถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นส่วนใหญ่ และมีการปักหลักเขตสปก.๔-๐๑ ด้วย

โดยเฉพาะเขาลูกใหญ่ที่เป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง มีหินวัตถุดิบหนาแน่น และในบริเวณใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาดเนินเขาเกือบทุกด้าน มีทั้งค้อนหิน (hammer stones) ที่เป็นก้อนหินกรวดท้องน้ำ(pebbles)และก้อนหินแข็งมากๆ ที่ใช้สำหรับทุบ กะเทาะหินให้เป็นเครื่องมือรูปแบบต่างๆ พบมากที่สุดคือ สะเก็ดหิน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าขี้กากหิน (wasted flakes)

ดอยภูทอก : แหล่งผลิตขวานหินที่เหลือเพียงตำนาน

เมื่อครั้งที่โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคเหนือ สำรวจพบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แบบเดียวกับที่เขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว ในปีพ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๒๙ ที่ ดอยภูทอก ซึ่งเป็นเนินเขาลูกโดดเตี้ยๆ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านทุ่งผง และบ้านทุ่งศรีทอง ตำบลทุ่งทอง อำเภอเวียงสาและอยู่ทางทิศใต้ห่างจากปลายเทือกเขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว ประมาณ ๑๐ ก.ม.นั้น ดอยภูทอกยังไม่ถูกถากถางรบกวน จากการขยายพื้นที่ทำกิน

บนยอดเนินเขาเป็นที่ลาดกว้าง มีก้อนหินขนาดใหญ่โผล่ให้เห็นอยู่ทั่วไป ส่วนมากเป็นหินภูเขาไฟเนื้อละเอียด และหินทัฟฟ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับการทำเครื่องมือหิน ตามพื้นผิวดินมีสะเก็ดหิน หรือ ขี้กากหิน ที่เป็นขยะจากการทำเครื่องมือ แกนหิน และ สะเก็ดหินชิ้นใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับทำเครื่องมือ ทับถมอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

กะดูคร่าวๆด้วยสายตา คิดว่าเป็นล้านชิ้นเลยทีเดียว เพราะในบางบริเวณมองไม่เห็นผิวดินเลย บางบริเวณดูเหมือนคนกะเทาะขวานหินเพิ่งลุกออกไปจากที่นั่งไม่นาน เพราะยังมีแท่นหินรองนั่ง ค้อนหิน แกนหิน สะเก็ดหินที่เกิดจากการกะเทาะตกแต่งกระจายอยู่รอบๆ

นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการกะเทาะเครื่องมือลักษณะเดียวกับที่อยู่ตามที่ลาดเชิงดอยภูทอกอีกหลายแห่ง แต่ปริมาณความหนาแน่นน้อยกว่าบนยอดเขา จนอาจกล่าวได้ว่า ดอยภูทอกเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในเวลานั้น เพราะหลักฐานทางโบราณวัตถุส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ตามธรรมชาติ (objects in place) ไม่มีร่องรอยการถากถางไถพรวนขุดหน้าดินแต่อย่างใด

เครื่องมือหินที่พบบนดอยภูทอกส่วนใหญ่เป็น ขวาน (adze-type) ที่มีรูปแบบและขนาดต่างๆกัน เช่น ขวานหินมีบ่าขนาดเล็ก มีรอยขัดฝนขอบคม ขวานกะเทาะ ไม่มีบ่ารูปใบไม้ มีขนาดใหญ่และค่อนข้างหนัก ไม่มีร่องรอยการขัดฝน ขอบคมทั้งที่ปลายด้านล่างและที่ขอบด้านข้าง ขวานหินรูปใบไม้บางชิ้นมีรอยบาก เป็นบ่าที่ปลายด้านหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือหินสำหรับแล่ หรือ ขูด รูปกลมแบน (disc-scraper)

แต่ในการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ และการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พบว่ามีการถากถางพื้นที่ ไถพรวน เพาะปลูกพืชไร่ ทำให้หลักฐานการผลิตเครื่องมือหินเปลี่ยนที่และเคลื่อนย้าย กระจัดกระจายปะปนกันจากการถูกพลิกไถดินซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่สามารถระบุสภาพและตำแหน่งเดิมของหลักฐานทางโบราณคดีได้อีกต่อไป

ภูซาง

แหล่งโบราณคดีอีกแห่งบนดอยชื่อ’ภูซาง’ที่พบใหม่โดย จ.ส.ต.มนัส ติคำ และ น.ส.วนิษา ติคำ ในการสำรวจเบื้องต้นเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ และพฤษภาคม เป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหิน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่มาก ที่ต่อมาผมได้เชิญกำนันอินเขียน ก๋าแก้ว กำนันตำบลนาซาว ผู้ใหญ่ประสิทธิ์ ไชยวุฒิ กลุ่มเยาวชนจากบ้านนาซาว บ้านป่าคา สมาชิกและข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว กับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไปฝึกงาน ไปร่วมกันสำรวจสภาพแหล่งโบราณคดีบนดอยฯ

ดอยภูซางเป็นภูเขาใหญ่ ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของลำน้ำซาว ในท้องที่บ้านสะไมย์ต่อเนื่องกับบ้านดอนคีรี และ บ้านก้อด ตำบลนาซาว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตัวภูเขาวางตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ประกอบด้วยยอดสูงๆต่ำๆหลายยอด มีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น ดอยป่าตึงเป็นด้านที่อยู่ทางทิศเหนือ ใกล้บ้านก้อด ดอยภูซาง อยู่ทางด้านทิศใต้ใกล้บ้านสะไมย์ เป็นต้น

สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าแดงแล้ง มีต้นไม้ประเภทไม้แดง เต็ง ตึง รัง พลวง เหียง รัก ซาง ผักหวาน ส้าน มะตื๋น มะกัง กล้วยไม้ป่า ฯลฯ บนผิวดิน มีหวายชนิดต่างๆ กล้วยไม้ดิน เห็ด และพืชกินได้ตามฤดูกาลต่างๆ มากมาย ในหน้าแล้งประมาณเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม สภาพป่าค่อนข้างโปร่ง บนผิวดินไม่มีหญ้าและพืชคลุมผิวดิน เนื่องจากถูกไฟไหม้หมด ทำให้สามารถมองเห็นเครื่องมือหินถูกทิ้งทับถมอยู่มากมายหลายร้อยหลายพันล้านชิ้น

หลักฐานทางโบราณคดีที่ดอยภูซางมีลักษณะคล้ายกับที่พบบนเขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว และ ดอยภูทอก คือ มีก้อนหินวัตถุดิบ แกนหิน สะเก็ดหินขนาดต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือหินชำรุดบ้าง ทำไม่เสร็จบ้าง เพราะชิ้นที่ทำสำเร็จฅนในยุคนั้นคงเอาไปใช้ที่อื่น

่คุณสมบัติที่โดดเด่น คือ มีพื้นที่กิจกรรมการกะเทาะผลิตเครื่องมือหิน ตั้งแต่ตามที่ลาดเชิงเขาขึ้นไปเรื่อยจนถึงยอดเขาจำนวนมากมาย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ ๖๐ ของภูเขาเลยทีเดียว มีสภาพดีกว่าที่เขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว แต่ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นไร่สวน จากการขยายพื้นที่ครองสิทธิ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนบุคคล เช่นเดียวกับที่แหล่งโบราณคดีเชาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้วและดอยภูทอก ซึ่งพื้นที่รวมประมาณกว่า ๕,๐๐๐ ไร่ ที่กลายเป็น ” เขาหัวโล้น” ไปหมดแล้วในปัจจุบัน

ในการสำรวจนี้ ใช้วิธีทำงานแบบ โบราณคดีชุมชน คือ ให้โอกาสฅนในชุมชนท้องถิ่นได้เข้าไปมีส่วนร่วม และนำกลับไปคิดพิจารณาว่า จะจัดการกับทรัพยากรทางโบราณคดี ที่พบนี้กันอย่างไรดี จึงจะเกิดประโยชนซ์สุข ต่อชุมชนและชาวน่านโดยส่วนรวม พร้อมกับให้นักศึกษากลับไปทำความรู้จัก และ เรียนรู้จากชาวบ้าน ศึกษาชุมชนพร้อมกับชาวบ้านเอง โดยทั้งสองกลุ่มไม่เคยมีประสบการณ์ ในการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดี หรือ ทำงานแบบมีส่วนร่วมมาก่อน

ในการวิจัยดอยฯ มีฅนในหมู่บ้าน ทั้งช้าราชการ แม่บ้าน เยาวชน ที่สนใจและนักศึกษา รวมกันได้ประมาณ ๘๐ ฅน เดินขึ้นดอยไปสำรวจเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านเรียกว่า เสียมตุ่น และที่ชาวบ้านในชุมชนแม้จะอยู่ในย่านนี้เอง แต่ไม่รู้จักว่าเศษเสียมตุ่นและขี้กากหินเหล่านี้เกิดจากฝีมือฅนทำ ไม่ใช่เกิดเองตามธรรมชาติ ก็เพราะเกิดขึ้นจากฝีมือฅนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว นานก่อนที่บรรพบุรุษของชาวบ้านก้อด บ้านดอนคีรีจะเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณนี้นับเป็นเวลาหลายร้อยชั่วอายุฅน

สำรวจคราวนี้ใช้เวลาประมาณ๑สัปดาห์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก็ยังพอมีผู้สนใจขึ้นไปสำรวจทรัพยากรบนดอยภูซางอีก มีผู้สูงอายุและผู้ใหญ่ที่ชำนาญพื้นที่ไปด้วย ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าและสถานที่ต่างๆ

ได้ฟังเรื่องปรัมปราคติพื้นถิ่น ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ เคยได้พบเห็นด้วยตนเอง คือ ปรากฎการณ์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ธาตุเสด็จ คือ ดวงไฟดวงใหญ่หรือลำแสงปรากฎบนยอดดอยภูซางในวันสำคัญ เช่น วันเพ็ญ วันพระสิบห้าค่ำ บางครั้งก็หมุนเวียนไปตามยอดไม้ หรือ พุ่งขึ้นไปกลางอากาศข้ามไปยังดอยอื่นๆ

ที่น่าสนใจอีกเรื่องดังที่ได้กล่าวข้างต้น คือ อาณาบริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่มีหลักฐานทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภูเขาไฟอย่างชัดเจน จากการสังเกตุกลุ่มหินในระดับความสูงต่างๆ ยังพบชั้นทับถมของหินคองโกลเมอเรตที่มีกรวดฝังอยู่ในชั้นเถ้าภูเขาไฟ ในบริเวณก้นลำน้ำซาว แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ย่านนี้น่าจะเคยมีภูเขาไฟระเบิดมาก่อน แต่ไม่ทราบว่านานเท่าใดซึ่งคงต้องสอบถามผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยาต่อไป เพราะผมมีความรู้ด้านนี้น้อยมาก

จากการสำรวจดอยฯในคราวนี้ ผู้ที่มีส่วนร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับดอยภูซางมากขึ้น เห็นสภาพความเสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกที่ทำกิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่โบราณคดีและป่าไม้

จึงได้คิดที่จะช่วยกันทำกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ต่อเนื่อง คือ ทดลองทำโครงการนำร่องพัฒนาศูนย์เรียนรู้ดอยภูซางและ บวชดอยภูซาง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อต่อไป