พัฒนาชุมชนด้วยงานโบราณคดี

พัฒนาชุมชนด้วยงานโบราณคดี

by author page

nan

แบบแผนการศึกษาวิจัยเป็น การวิจัยเชิงปฎิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Participative Action Research & Community Development : PAR & CD) ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาชุมชนแบบจัดการ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ใช้กระบวนการกลุ่มในการเสริมความเข้มแข็ง เสริมศักยภาพและฟื้นฟูพลังชุมชน

งานโบราณคดีที่ใช้ในกระบวนการพัฒนาชุมชน
ประกอบด้วยการจัดเวทีระดมความรู้ความคิด ทบทวนความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรวัฒนธรรมภูมิปัญญาของท้องถิ่น เพื่อจัดระบบข้อมูลทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม สำรวจทรัพยากรฯดังกล่าว ขุดค้นสำรวจศึกษาทางโบราณคดี วางแผนจัดการทรัพยากร ก่อสร้างและจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงจัดการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ โดยในทุกขั้นตอนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไมใช่เป็นทางการจากการกำหนดของผู้ทำวิจัยฯ แต่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของฅนในชุมชน

การดำเนินงานจึงเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปพยายามไม่ให้ขัดแย้งกับวิถีชีวิตปกติ มุ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ให้ผู้ที่มีส่วนร่วมได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำงานโบราณคดี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในชุมชน เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดทำทะเบียนตามระบบชุมชนและระบบสากล ฝึกทักษะในการอนุรักษ์ (preservation) การสงวนรักษา(conservation) การดูแลรักษา (maintenance)

ใช้กิจกรรมทางโบราณคดีเหล่านี้สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เสริมให้ชุมชนสามารถดูแลจัดการทรัพยากรโบราณคดีด้วยตนเอง และเนื่องจากชาวบ้านต่างมีภาระในการทำมาหากิน เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว เป็นภาระหนักอยู่แล้ว ไม่มีกำลังแรงงาน กำลังทรัพย์และเวลาเพื่อดูแลงานอื่นๆอีก การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในแนวทางนี้ จึงเป็นรูปแบบที่พยายามให้สอดคล้องสมดุลกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในเวลาปกติให้มากเท่าที่จะทำได้

กระบวนการโบราณคดีชุมชนจึงไม่เน้นในเรื่องรูปแบบ ที่เริ่มต้นด้วยการจะหางบประมาณเงินลงทุนจำนวนมากมาจากไหน ที่จะกลายเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่เกินกำลังฅนและกำลังทรัพย์ของฅนในชุมชนพื้นที่นั้นในภายหลัง แต่จะดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการดูแลตัวเองไปได้พร้อมๆกันด้วยอย่างสอดคล้องกันให้มากที่สุด

ความมุ่งหวัง :

มุ่งหวังให้เกิด / เสริมความเข้มแข็งแก่ชุมชน ให้เกิดการพัฒนาทางความคิด และจิตใจ ภูมิใจในสิ่งที่ตนมี ถึงจะไม่มีโบราณวัตถุสถานที่โดดเด่นตามมาตรฐานของรัฐ เพราะถ้ามีทางรัฐคงนำไปจากท้องถิ่น เพื่อไปเก็บรักษาไว้ให้อย่างดีและปลอดภัย ในพิพิธภัณฑ์แล้ว โบราณวัตถุ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีเหลืออยู่ใช่ว่าไม่มีค่า มุมมองและแนวความคิด ในการจัดการทรัพยากร จะช่วยให้สามารถจัดการทรัพยากรที่มี ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน

ถ้าหากประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนได้ภายใต้กรอบเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันได้ในสังคม จะเป็นการแบ่งเบาภาระของทางภาครัฐได้อีกด้วย นอกจากจะเป็นการเสริมความมั่นใจให้กับฅนในชุมชนแล้ว ผลได้ที่สำคัญคือบรรดาทรัพยากรทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่นต่างๆจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ อย่างทั่วถึงโดยชุมชน

การพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการโบราณคดีชุมชน อาจไม่ประสบความสำเร็จในทุกแห่ง หากขาดความเข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียง และขาดความร่วมมือกันของหลายๆฝ่าย แต่ที่จังหวัดน่าน ศักยภาพของชาวน่าน ความช่วยเหลือทุกอย่างที่ได้รับทั้งจากภาคประชาชนและภาครัฐ ทำให้การพัฒนาชุมชนในแนวทางนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น ในขั้นตอนการปฎิบัติ การร่วมมือและเรียนรู้ร่วมกัน สำหรับในส่วนที่เป็นวัตถุจับต้องมองเห็นได้คือการจัดแสดง ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ชุมชน

ความเป็นมาของการวิจัย

แนวทางการอนุรักษ์รักษาโบราณวัตถุ โบราณสถานของไทย มีกฎหมายเป็นกรอบบังคับโดยเฉพาะอยู่แล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถ ุศิลปวัตถ ุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ประกาศคณะปฎิวัติฉบับต่างๆ มีหน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบทำนุบำรุง ดูแล บริหาร จัดการทรัพยากรโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เช่น กรมศิลปากร สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม อยู่แล้ว แต่การปฎิบัติงานยังมีขอบเขตจำกัด และยังคงมีทรัพยากรวัฒนธรรมอยู่อีกมากมายที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

กิจกรรมการจัดการทรัพยากรโบราณคดีส่วนใหญ่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ โดยมีสถาบันอุดมศึกษาทำหน้าที่ศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้ มีหน่วยราชการปฎิบัติด้านการคุ้มครอง ดูแล อนุรักษ์ บำรุงรักษา มีกฎหมายข้อบังคับสงวนสิทธิ์ให้อำนาจผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปฎิบัติภาครัฐ เป็นผู้มีสิทธิขาดในการพิจารณาอนุญาต / ไม่อนุญาต ให้ใครดำเนินการหรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรดังกล่าว มีกฎกติกา ประกาศข้อห้ามประชาชน ที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าไปแตะต้อง เปลี่ยนแปลงแก้ไข ซ่อมแซม ปรับปรุง หรือ ใช้สอยทำประโยชน์

จากการมีกฎหมายควบคุมดูแล ประชาชนธรรมดาไม่สามารถเข้าไปใช้แตะต้องได้ ทำให้คนทั่วไปที่เกรงกลัวไม่อยากทำผิดกฎหมาย พยายามอยู่ให้ห่างจากทรัพยากรดังกล่าว ในขณะที่บางส่วนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายลักลอบขุด และบางส่วนเห็นว่ารัฐจะมาเอาทรัพย์สินในบริเวณบ้านที่ดินของตัวเองไปแทนที่ตัวเองจะได้ใช้ประโยชน์และกลับจะเป็นโทษต่อตนด้วย บางคนสงสัยว่าเคยมีการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องเองบ้างหรือไม่ ทำไมมีแต่กล่าวโทษประชาชนว่าไม่รู้จักทำนุบำรุงดูแลรักษา จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องแก้ไขหาทางป้องกันเอาเอง ในเมื่อมีงบประมาณจากภาษีประชาชนในการจัดการอยู่แล้ว อีกทั้งยังเห็นได้จากงบประมาณของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการบูรณะซ่อมแซม ทำให้ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนไม่สนใจ ปล่อยให้เป็นภาระของภาครัฐ แหล่งทรัพยากรจำนวนมากจึงถูกทิ้งร้างเสื่อมสภาพ หรือ ถูกทำลายไป เพราะภาครัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ หรือ ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะดำเนินการได้ทันต่อการเสื่อมสภาพและการบุกรุกทำลาย

จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้คิดว่า การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมทรัพยากรโบราณคดี และการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ทั้งในเรื่องของการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มา ซึ่งองค์ความรู้ทางวิชาการและการอนุรักษ์พัฒนาแหล่งโบราณคดี ในท้องถิ่นต่างๆจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการให้มากขึ้น ในทุกขั้นตอน เท่าที่จะทำได้ ผมจึงทดลองทำวิจัย การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในแบบที่เรียกว่า โบราณคดีชุมชน ด้วยความเชื่อมั่นว่างานโบราณคดีเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศได้ นำกระบวนการทำงานด้านโบราณคดีและแนวคิดปรัชญาการพัฒนาชุมชนมาใช้ในงานพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ทั้งในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม เรื่องของการศึกษาวิจัยเพื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการอนุรักษ์พัฒนาแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน หรือทรัพยากรทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอื่นๆที่มีอยู่ในท้องถิ่น

โดยให้เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ควรส่งเสริมให้คนในชุมชน มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการบริหารฯโดยสร้างความรู้ร่วมกันทั้งนักวิชาการโบราณคดี นักวิชาการอนุรักษ์ นักวิชาการผู้รู้ของท้องถิ่น รวมทั้งคนที่สนใจเพราะหากคนในชุมชนมีความเข้มแข็งในการจัดการมากขึ้น บรรดาทรัพยากรฯทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเหล่านั้นก็จะได้รับการดูแลรักษา และ ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากคนในชุมชนนั้นตลอดไป

หลักการและระเบียบวิธีที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการโบราณคดีที่มีขั้นตอนการทำงานชัดเจนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ งานโบราณคดีชุมชน มีเจ้าหน้าที่นักโบราณคดีโดยตรงเป็นคนนำในเรื่องของวิชาการ ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ของท้องถิ่นด้วย นักจัดการต้องเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับคุณลักษณะทางภูมิสังคม ระบบความเชื่อ ยอมรับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดว่าความรู้ของตนเป็นความถูกต้องที่เป็นที่ยุติ และการทำงานในแหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ ชุมชนแห่งใหม่ กับหลักฐานที่พบใหม่ ต้องเปิดใจยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ามีอะไรที่ไม่เหมือนเดิม และไม่ใช่สิ่งที่รู้เดิม หรือ จะเป็นสิ่งที่มีไว้ในตำราเสียทั้งหมด

ผมเองในช่วงเวลานับสิบปีของการทำงานด้านโบราณคดี ก็ยังจำกัดขอบเขตอยู่ในเรื่องของวิชาการเช่นกัน ยังไม่ได้คิดนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้านอื่นๆมากนัก แตปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวทางการทำงาน พยายามที่จะใช้งานโบราณคดีสร้างประโยชน์อื่นๆ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชนให้มากขึ้น เมื่อมาอยู่ที่ภาควิชาพัฒนาชุมชน หวังว่าจะให้เกิดการพัฒนาคนทางด้านจิตใจมีโลกทัศน์ที่เป็นองค์รวมมากขึ้น

การทำงานเกับสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ได้ไปพบเตาเผาโบราณที่บ้านจ่ามนัส ผมจึงได้มีโอกาสใช้ความรู้พื้นฐานทางโบราณคดีเท่าที่มี มาใช้กับการทำงานแบบมีส่วนร่วม เปิดให้คนในชุมชนทำงานร่วมกับนักโบราณคดี และ นักศึกษาภาควิชาพัฒนาชุมชน ที่ต้องออกฝึกภาคปฎิบัติในจังหวัดต่างๆเพื่อให้งานภาคปฎิบัติเกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้จริง

ทั้งนี้ในการฝึกงาน นักศึกษารวมทั้งตัวผม ต้องไม่คิดว่ามีความรู้มากกว่าชาวบ้าน โดยชี้วัดจากการศึกษาในสถาบันการศึกษา แต่จะต้องยอมรับว่าตนเองไม่มีความรู้จริงเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น และต้องทำการศึกษาเพื่อให้ความเข้าใจสภาพของชุมชนตามความเป็นจริง ก่อน หากต้องการทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ต้องเข้าไปคิดจากในชุมชนออกมา ไม่ใช่นำสิ่งแปลกปลอมภายนอกเข้าไปครอบงำชุมชนท้องถิ่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

แหล่งเตาเมืองน่านที่บ้านบ่อสวก จ.น่าน เป็นพื้นที่แรกที่ผมมีโอกาสใช้ความรู้โบราณคดีทำงาน ตามแนวคิดที่ไม่ได้มองแต่ผลได้ทางวิชาการโบราณคดีเพียงอย่างเดียว แต่ได้เพิ่มความประสงค์ในการพัฒนาชุมชนเข้าไปด้วย

ความรู้ทางด้านเทคนิควิทยาการในการผลิตเครื่องถ้วยชามของแหล่งเตาเมืองน่าน ยังคงต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์ของนักวิชาการโบราณคดี เพราะผมเองมีความรู้ทางด้านโบราณคดีเพียงระดับพื้นฐาน และ การศึกษาของผมเป็นเพียงกิจกรรมเบื้องต้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งได้ประยุกต์ใช้ในโอกาสที่นำนักศึกษาไปฝึกภาคปฎิบัติ โดยหวังให้ทั้งนักศึกษาและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งต่างยังไม่รู้จักงานโบราณคดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

‘กระบวนการโบราณคดีชุมชน’ Community Archaeology Process เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้ พัฒนาชุมชนได้ แต่แนวทางของผมก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับในทุกแห่ง ซึ่งก็เป็นสิทธิของแต่ละชุมชน ผมต้องขอบคุณทั้งทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ชุมชนที่เปิดโอกาสให้กับแนวทางการทำงานของผม ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ เพราะผู้คนอีกมากมายหลายท่าน คือ ปัจจัยที่ทำให้งานสำเร็จผลเป็นรูปธรรมขึ้นมา ไม่ใช่เพราะผมหรือใครเพียงคนเดียว

ความร่วมมือร่วมใจที่หาได้ยากเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ยากเพียงใด การรักษาไว้ให้คงอยู่นานต่อไปดูจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก ทุกวันนี้จ่ามนัสผู้ดูแลเตาเผาโบราณและครอบครัว หนึ่งในผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ยังคงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับภาระในการดูแลรักษาแหล่งโบราณคดี ต้อนรับและอธิบายนำชม และจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยไม่มีค่าตอบแทนจากทางราชการ คุณมนัสไม่สามารถรับรองนักท่องเที่ยวให้พักแรมที่บ้านได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีคนที่เป็นแรงงานในการรับใช้ในส่วนนี้ อีกทั้งต้องการความเป็นส่วนตัวในบริเวณบ้านของตนเอง ไม่สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพราะยังมีหน้าที่การงานประจำที่ยังต้องปฎิบัติ และยังมีภาระต้องดูแลครอบครัวให้ดำรงอยู่ได้ไปพร้อมๆกัน อีกทั้งเกรงว่าหากรับงานที่เกินกำลังอาจจะทำได้ไม่ดี และการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทำให้พอดูแลตัวเองอยู่ได้อย่างทุกวันนี้

และหวังน้ำใจและความเคารพในสิทธิของแต่ละฝ่ายที่มีให้แก่กัน สำหรับความเป็นส่วนตัวในทรัพย์สินส่วนบุคคล เพราะสถานที่ตั้งเตาเผาอยู่ในบริเวณบ้าน ซึ่งเจ้าของต้องดูแลด้วยทรัพย์สินเงินทองของตนเอง ไม่ใช่สถานที่ของทางราชการ สถานที่สาธารณะ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้บริการ มีเพียงเงินที่ผู้มีจิตเมตตาบริจาคไว้ให้เจ้าของบ้านใช้ในการบำรุงดูแลรักษาเตาเผาและบริเวณโดยรอบให้สะอาดตาเรียบร้อยอยู่เสมอ เพื่อต้อนรับผู้ไปเยือน

” คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด – อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ – มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข.”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

จากหนังสือเผยแพร่….. วารสารเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร? สำนักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ