baansuagsanchuen

พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น : Huen Bansuak Saen-Chuen Museum

by author page

nan

เฮือน (เรือน) บ้านสวกแสนชื่น : เป็น ‘พิพิธภัณฑ์’ โดยตัวของมันเอง สร้างขึ้น ตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุชาวบ้านบ่อสวกดั้งเดิม บนเรือนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ ‘อุ๊ยชื่น’ คุณแม่ของคุณสุนัน ติคำ(ภรรยาจ่ามนัส) สะสมไว้เองและเป็นผู้ดูแล อุ๊ยชื่นได้เข้ามาร่วมในกระบวนการโบราณคดีชุมชน ตั้งแต่การขุดค้นระยะแรกๆ เกิดความสนใจและเริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแหล่งเตาเมืองน่าน พระเจ้าไม้เมืองน่าน จนมีความรู้เรื่องเตาโบราณ และเครื่องถ้วยชามค่อนข้างดี….

ตัวเรือน : แสดงแบบเรือนพื้นถิ่นบ้านบ่อสวก เริ่มจากนักศึกษาrพัฒนาชุมชนจัดให้มีกิจกรรม ‘เวทีคนเฒ่าเล่าเรื่องบ้าน’ มีคุณภูริทัต ไชยเศรษฐ์สถาปนิก ที่ไปฝึกงานด้วย เขียนเป็นแบบแปลนการก่อสร้าง ที่ได้รับฟังข้อมูลจากผู้สูงอายุ ในชุมชนบ้านสวกพัฒนา

งบประมาณในการก่อสร้างได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิพระครูพุทธมนต์โชติคุณ โดยคุณหมอบุญยงค์ วงศ์รักมิตร บริษัทฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ ประเทศไทย วัสดุก่อสร้างได้เสาไม้เก่าที่ชาวบ้านขายให้ในราคาถูก และหลังคามุงกระเบื้องเก่าที่ได้รับบริจาคจากโรงพยาบาลน่าน โดยคุณหมอคณิต ตันติศิริวิทย์ ซึ่งได้ช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไม่บานปลาย

ร่วมด้วยช่วยกันก่อสร้างโดยหมู่สล่าบ้านสวกพัฒนามี สล่าหวิน (ถวิล ขัดโน)เป็นหัวหน้า เป็นความสามารถของช่างท้องถิ่นที่รู้จักดัดแปลงตัดแต่งไม้เก่าให้ในใช้ในการก่อสร้างได้อย่างประหยัดและเหมาะสม
มีพ่ออุ้ยบุญสาร เรือนอุ่น ผู้ทรงคุณวุฒิพิธีธรรมพื้นบ้าน (อาจารย์วัด) มาช่วยทำพิธียกเสาเอกของเรือน และชาวบ้านสวกพัฒนามาลงแรงช่วยกันยกเสาเอก

บนเรือนจัดแบ่งเนื้อที่และจัดสภาพเหมือนบ้านที่อยู่อาศัย มีข้าวของเครื่องใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ที่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ฯ คือ อุ๊ยชื่น สะสมไว้เองจัดแสดงไว้ อาจจะดูว่าไม่มากนัก แต่ก็เป็นไปในลักษณะของการจัดแสดงตามที่มีอยู่ เท่าที่จะดูแลได้

คำว่า แสนชื่น ที่ต่อท้ายเรือนบ้านสวกนั้น “แสน” เป็นชื่อของคุณตาแสน ธิเสนา ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว คงเหลือแต่ คุณยายชื่น ที่เราเรียกกันว่า อุ๊ยชื่น นี่เอง

คุณยายชื่น หรือ อุ๊ยชื่น ธิเสนา เป็นแม่ของคุณสุนัน เจ้าของที่ดินบริเวณบ้านจ่ามนัสที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งเตาจ่ามนัส & เตาสุนัน ภายหลังได้ยกที่ดินให้คุณมนัส แต่ก็ยังอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ได้ร่วมในโครงการโบราณคดีชุมชน ตั้งแต่การขุดค้นเตาจ่ามนัส&เตาสุนันปีพ.ศ.๒๕๔๒ ได้ช่วยนำนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษาชมพิพิธภัณฑ์เตาโบราณ ในช่วงวันที่จ่ามนัส และ คุณสุนันไปทำงานในเมือง

ปัจจุบันอุ๊ยชื่น อายุ ๗๐กว่าปีแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นฅนชอบอ่านหนังสือและมีความจำดี อุ๊ยชื่นได้เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับแหล่งเตาเมืองน่าน พระเจ้าไม้เมืองน่าน และหนังสือทางโบราณคดีอื่นๆที่มีผู้นำไปให้ ทำให้มีความรู้เรื่องเตาโบราณและเครื่องถ้วยชาม ค่อนข้างดี

ภายหลังเมื่อมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกขึ้น จึงรับหน้าที่ดูแลและนำชมข้าวของเครื่องใช้บนเรือนซึ่งเป็นของที่อุ๊ยสะสมไว้

้สิ่งของต่างๆที่จัดแสดงอยู่บนเรือนบ้านสวกแสนชื่น เป็นของที่อุ๊ยชื่นสะสมไว้เอง เมื่อมี่คนมาเยี่ยมชมจึงนำชมได้อย่างคล่องแคล่วสนุกสนาน และยังได้เสาะหาสิ่งของมาจัดแสดงเพิ่มเติม เช่น กี่ทอผ้าเก่าที่ได้หาช่างมาซ่อมแซมเพื่อให้ใช้สาธิตการทอผ้าให้นักเรียนชมด้วย

จ่ามนัสเองก็ได้ซื้อ “ครกมอง” ครกตำข้าวของเก่ามาตั้งไว้ในบริเวณบ้าน ในตอนแรกอุ๊ยชื่นสาธิตการตำข้าวด้วยครกมองให้นักเรียนดู ทำไปได้ระยะหนึ่งก็สามารถตำข้าวนำไปหุงรับประทานได้ ทำให้ได้กินข้าวซ้อมมือที่มีประโยชน์ และยังปรากฎว่าโรคปวดขาปวดเอวหายไปด้วย ส่วนของรำข้าว ปลายข้าวก็นำไปเลี้ยงไก่

แสดงให้เห็นว่าอุ๊ยชื่นสามารถจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนได้ ทั้งต่อสุขภาพกายสุขภาพใจ และก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของคนอื่นได้

ทั้งพิพิธภัณฑ์เตาจ่ามนัส และ พิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกแสนชื่นเปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าเข้าชม คุณสมชาย ณ นครพนม ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีเชียงใหม่ขณะนั้น แนะนำให้ตั้งตู้บริจาค ถ้าได้เงินมาบ้างก็จะได้นำไปเป็นค่าน้ำมันรถตัดหญ้า และ ค่าจ้างคนช่วยเก็บขยะ กวาดใบไม้

แม้ข้าวของบนเรือนจะมีไม่มากนัก เพราะเป็นของสะสมตามกำลังของอุ๊ยเอง เรือนบ้านสวกแสนชื่นก็ยังได้อาศัยใช้เป็นที่ประชุมนักศึกษาฝึกงาน ที่นั่งพักผ่อนหลบแดดฝน รับแขกทั้งที่มาจากต่างถิ่น เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง และที่เป็นมงคลสูงสุดอย่างประมาณค่ามิได้แก่ชีวิตของครอบครัว ทั้งเป็นมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ ยังความปลื้มปิติ สร้างความภูมิใจและแรงบันดาลใจให้แก่ชาวบ้านสวกพัฒนาและบ้านใกล้เคียง ก็คือ เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ และ สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จทัศนศึกษาเตาเผาโบราณเล็กๆสองเตา และพิพิธภัณฑ์ข้าวของเครื่องใช้ของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลนี้

“..ฅนที่มาเที่ยวชมบอกว่าให้ยายเก็บค่าเข้าชม ยายบอกยายทำไม่ได้ คนไม่มีเงินเขาอยากมาดูก็มี จะได้เห็นได้ศึกษาเรียนรู้ด้วย แม้ว่าจะไม่มีอะไรมาตอบแทนเรายายก็ไม่ว่า ถ้าเราไม่ได้อะไรเลย…เราก็อยู่อย่างนี้แหละ เป็นวิถีชีวิตของเรา ไม่เดือดร้อน… เงินที่บริจาคในตู้ก็เอามาซื้อน้ำมันตัดหญ้า ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาบริจาค ก็เอามาพัฒนาพิพิธภัณฑ์นี้ เราจะกวาดใบไม้ในหน้าแล้ง มันเยอะ กวาดไม่ทัน ก็จ้างเขากวาดวันละ ๑๐๐ กว่าบาท คนรุ่นยาย และจ่ามนัสคงทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีลูกหลานมาดูแลต่อไป…” อุ๊ยชื่น ธิเสนา