แหล่งเตาเมืองน่าน

by author page

nan

มีธัมม์ใบลานทะเบียน วัดนาซาว บ.๐๘๐/๙ เรื่องตำนานแช่แห้ง ระบุชื่อ บ้านเตาไหแจ่เลียง หรือ บ้านเตาไหแช่เลียง ซึ่งผมสันนิษฐานว่าจะเป็นชุมชนเดียวกันกับ บริเวณแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวกปัจจุบัน จากการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์เมืองน่านพบว่าฅนเมืองน่านในอดีต รู้จักแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชาม ที่บ้านสวกเป็นอย่างดี แต่ชื่อหมู่บ้านและแหล่งผลิตไม่ได้เรียกว่า บ้านบ่อสวก อย่างในปัจจุบันแต่เรียกกันว่า บ้านเตาไห และ บ้านเตาไหแช่เลียง ดังปรากฎในหนังสือราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่านและตำนานพระธาตุแช่แห้ง

ราชวงษปกรณ์พงษาวดารเมืองน่าน หรือ ตำนานฝ่ายเมืองกล่าวถึงชื่อบ้านเตาไหไว้ในบันทึกเหตุการณ์ตอนที่เจ้าอินต๊ะแก่น ราชบุตรของเจ้างัวผาสุม ได้ขึ้นครองราชย ์เป็นเจ้าเมืองน่าน พ.ศ.๑๙๗๖-๑๙๗๗ ถูกน้องชายสองคนชื่อ เจ้าแปง และ เจ้าห่อพม กระทำการยึดอำนาจจับขังคุกหลวง แต่เจ้าอินต๊ะแก่นทำอุบายว่าเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงใกล้ตาย จนถูกปล่อยให้ไปตายนอกคุกและลอบหนีออกจากคุกหลวงไปยังบ้านเตาไห ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังบ้านเมืองราม ลงเรือ หนีไปพึ่งพญาเชลียงที่แคว้นสุโขทัย

จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของเมืองน่านทั้งสองฉบับ ประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ในการศึกษาแหล่งเตาเมืองน่านที่บ้านบ่อสวก ที่มีการผลิตเครื่องถ้วยชามเนื้อแกร่ง มีการใช้เตาเผาชนิดเตาดินก่อมาตั้งแต่ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (พ.ศ.๑๗๙๐) หรือช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเป็นพัฒนาการร่วมสมัยกับการผลิตเครื่องถ้วยชามสังกโลก ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) หลักฐานเอกสารศิลาจารึก และ ตำนานเมือง ต่างก็ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของผู้ปกครองเมืองน่านกับแคว้นสุโขทัย ในช่วงก่อนพ.ศ.๑๙๙๒ ก่อนที่เมืองน่านจะถูกรวมเข้าอยู่ในแคว้นล้านนา ในสมัยพระเจ้าติโลกราช
ผู้ฅนในเมืองน่านและหัวเมืองใกล้เคียง คงจะรู้จักแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเมืองน่านเป็นอย่างดีในชื่อบ้านเตาไห และบ้านเตาไหเชลียง (ในตำนานพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า บ้านเตาไหแช่เลียง) แต่อาจมีคำถามว่า บ้านเตาไหแช่เลียง ที่ระบุนั้นอยู่ที่ไหน เป็นที่เดียวกับแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวกปัจจุบันหรือไม่

สำหรับผมเชื่อว่าเป็นตำบลบ้านเดียวกัน พิจารณาจากข้อความในเอกสารที่อ้างว่า เจ้าอินต๊ะแก่น หนีออกจากคุกหลวงในเมืองน่านออกไปพักที่บ้านเตาไห ซึ่งคงจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองมากนัก เพราะเป็นตำบลบ้านแห่งแรกที่หยุดพัก ชื่อบ้านเตาไหก็บ่งบอกถึงลักษณะเด่นของตำบลนั้นว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชาม มีเตาเผา อย่างไม่ต้องสงสัย

แหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองน่านสมัยนั้น เท่าที่พบก็มีเพียงแห่งเดียว คือ บ้านบ่อสวกนี่เอง นอกจากนี้เอกสารทั้งสามฉบับยังระบุตรงกันว่ามีคนพาเจ้าอินต๊ะแก่น หนีไปยังบ้านเมืองรามแล้วล่องเรือหนีลงไปทางใต้เพื่อไปยังเมืองเชลียง สุโขทัย

บ้านเมืองราม อยู่ริมแม่น้ำน่าน ทิศใต้ของแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวก ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเวียงสาซึ่งสอดคล้องกับจุดหมายปลายทางของการเดินทาง คือ มุ่งลงทางใต้ แต่ไม่ว่าแหล่งเตาเมืองน่านจะเป็นของหมู่บ้านใดในปัจจุบัน

แหล่งเตาเมืองน่านเป็นหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน และภูมิภาคล้านนา ซึ่งหลักฐานประเภทนี้มีอยู่ไม่มาก มิได้มีอยู่ทั่วไปทุกหมู่บ้าน เฉพาะในเขตจังหวัดน่านที่พบก็มีแต่ในตำบลบ้านสวกนี้เท่านั้น

จากที่ได้มีโอกาสทำงานวิจัยเรื่องเครื่องถ้วยล้านนา และมีแผนที่จะสำรวจขุดค้นเตาที่เมืองน่าน เป็นจังหวะที่ผมได้รับเชิญจากหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดน่าน และโรงเรียนสตรีศรีน่านให้ไปเป็นวิทยากรในการประชุมเชิงปฎิบัติตการ เรื่องการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดน่าน

ได้มีโอกาสพานักเรียนและผู้นำชุมชนไปทัศนศึกษาแหล่งเตาเมืองน่าน ที่บ้านบ่อสวก แหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาหินแก้ว ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน

ทำให้ได้มีโอกาสพบผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลสำคัญของท้องถิ่น อีกหลายคน ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นกัลยาณมิตรและพันธมิตร ผู้มีส่วนสำคัญนำไปสู่การสำรวจเตาโบราณที่บ้านจ่ามนัส และการทำการศึกษาพัฒนาชุมชนตามโครงการโบราณคดีชุมชน

เช่น นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร พลเมืองอาวุโสที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมน่าน อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ผู้ทรงคุณวุฒิประจำโรงเรียนสตรีศรีน่านและกรรมการหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดน่าน นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ คุณวุฒิชัย โลหะโชติ เลขาธิการศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน คุณวิเศษ เพชรประดับ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

และบุคคลสำคัญ ที่ทำให้แนวคิด โครงการโบราณคดีชุมชน เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ คือ จ.ส.ต.มนัส ติคำ คุณสุนัน ติคำ ภรรยาและคุณแม่คือคุณยายชื่น และ คุณตาแสน ธิเสนา ชาวน่านบ้านสวกพัฒนา

เจ้าของที่ดิน ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปขุดสำรวจ จนได้พบซากเตาโบราณขนาดใหญ่ มีอายุการใช้งานเมื่อประมาณ ๕๐๐ – ๗๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งก็คือเตาเผา ที่มีอายุรุ่นเดียวกับเตาศรีสัชนาลัย ๒ เตา คือ เตาจ่ามนัส และ เตาสุนัน

แหล่งเตาเมืองน่าน & บ้านจ่ามนัส

ในแวดวงประวัติศาสตร์โบราณดคี แหล่งเตาเมืองน่านหมายถึงแหล่งเตาที่บ้านบ่อสวก ในการสำรวจภาคสนามจังหวัดน่านของโครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคเหนือ)กรมศิลปากร ในปีพ.ศ.๒๕๒๗ พบหลักฐานร่องรอยเตาเผาและเศษเครื่องถ้วยชามโบราณในย่านบ่อสวก และพบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์บนเขาหินแก้ว เขาชมพู และดอยปู่แก้ว

จากปี๒๗สมัยที่ผมยังทำงานอยู่ที่โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคเหนือ เป็นเวลา ๑๔ ปีที่ผมไม่มีโอกาสไปจังหวัดน่านอีกเลย จนถึง ปีที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่องเครื่องถ้วยล้านนา จากรองศาสตราจารย์สุมิตร ปิติพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรนี้ และได้เดินทางไปสำรวจแหล่งเตาเมืองน่านพร้อมกับนักโบราณคดี กรมศิลปากร คือ คุณวิเศษ เพชรประดับ คุณวสันต์ เทพสุริยานนท์ คุณสุภมาศ ดวงสกุล คุณภัทรพงษ์ เก่าเงิน เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และชาวบ้านสวกพัฒนาอีก ๒ ท่าน พบว่ายังคงมีหลักฐานทางโบราณคดีหลงเหลืออยู่ แม้ว่าพื้นที่จะมีถูกขุดทำลายและถูกรบกวนจากกิจกรรมต่างๆอยู่ทั่วไป การไถพรวนผิวดินลึกไม่เกิน ๕๐ ซม. เพื่อปลูกต้นหม่อน และ ได้ไปพบร่องรอยเตาเผาโบราณในบริเวณที่ดินของ จ.ส.ต มนัส ติคำ ที่ไม่ถูกขุดทำลายและมีสภาพเหมาะสมต่อการขุดค้นทางโบราณคดีมากกว่าบริเวณริมน้ำลำห้วยปวน หรือบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่าเฟื้องหม้อ

หลังจากได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าของที่ดิน และ กรมศิลปากรแล้ว ทางครอบครัวของ “จ่ามนัส” เจ้าของที่ดินยังได้กรุณาติดต่อผู้รู้ในชุมชนมาทำพิธีขออนุญาต “ปู่ฮ่อ” ที่ชาวบ้านนับถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรทั้งหมดในพื้นที่นั้นด้วย เสี่ยงทายกันอยู่ ๓ ครั้งจึงได้รับอนุญาต

นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรรวมทั้งผม นักศึกษาอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คือ คุณอมรรัตน์ ชูพูล คุณนิรมล พงษ์สถาพร คุณพิทักษ์ สุขพิพัฒนามงคล และชาวบ้านที่มารับจ้างทำงานในระยะแรกอีก ๙ คน คือ คุณสังวาลย์ ยศมุ่ง คุณประจักษ์ ศิลาเพชร คุณสิทธิ์ เกษณา คุณแผน-คุณบัวชุม อังกาบ คุณธรรมนอง ศิลเพชร คุณบัวหลง คุณสุนทร คุณมณฑา ถุงบุญ ได้ร่วมทำพิธีบวงสรวงบูชาเทวดา เจ้าที่เจ้าทาง และบรรพบุรุษช่างปั้นหม้อ เจ้าของเตาเผาโบราณเพื่อขออนุญาตขุดค้น และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้านและคณะทำงาน โดยมีพ่ออุ้ยบุญสาร เรือนอุ่น เป็นผู้ทำพิธีตั้งศาล อัญเชิญท้าวทั้งสี่ เทวดาเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่นมารับเครื่องสักการะ หลังจากเสร็จพิธีบวงสรวงจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางโบราณคดีต่อไป และภายหลังจากการขุดค้นเสร็จสิ้นแล้ว โบราณวัตถุจากการขุดค้นเตาโบราณทั้งสอง จัดแสดงในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ประจำหลุมขุดค้น (site museum) ในบริเวณนั้นเอง

อ่าน- – อุตสาหกรรมเครื่องถ้วยโบราณเมืองน่าน.pdf (50 pages)…