อย่างที่ทราบกัน โบราณคดีเป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาอดีต ศึกษามนุษย์ในอดีต ศึกษาประวัติและความเป็นมาของวัฒนธรรมของกลุ่มคน ผ่านหลักฐานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ ภาชนะดินเผา ซากพืช ซากสัตว์ อาคารสถานที่ สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น โครงกระดูกมนุษย์ รวมทั้งหลักฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มนุษย์ดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ ในการดำรงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย การทำงาน ศิลปะ กีฬา การรักษาพยาบาล การฝังศพ และกิจกรรมอื่นๆในยุคสมัยต่างๆอาจเก่าแก่ย้อนหลังไปตั้งแต่เมื่อหลายแสนปีก่อนเรื่อยมา จนถึงไม่กี่สิบปีก่อนหน้านี้

การศึกษาโบราณคดีช่วยให้เข้าใจเหตุปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม ประสบการณ์ความสำเร็จ ความล้มเหลว ภูมิปัญญา ความรู้ วิถีการดำรงชีวิต ในแต่ละระบบนิเวศน์วัฒนธรรม ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคต เป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิต

เป็นบทเรียน ให้คัดสรรเอาแบบแผนที่ดีงามไปประยุกต์ใช้ เพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรงต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อีก และอาจสร้างความเดือดร้อน ความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อวัฒนธรรม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ด้วยกันเอง ยิ่งกว่าในอดีต ด้วยอัตราเร่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กับความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม จริยธรรม คุณธรรมของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี

โบราณคดีชุมชน …เป็นงานวิจัยที่ทดลองใช้มุมมองและวิธีการใหม่ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรวัฒนธรรม นำเอางานโบราณคดีมาใช้ร่วมกับงานพัฒนาชุมชน เพื่อพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อตนเอง ต่อท้องถิ่น ต่อทรัพยากรทางโบราณคดีและวัฒนธรรมของชุมชน ด้วยความหวังว่าหากแต่ละชุมชนสามารถดูแลรักษาทรัพยาการทางโบราณคดีในท้องถิ่นของตนเองได้ แหล่งโบราณคดีทั่วประเทศจะได้รับการดูแลไปด้วยพร้อมๆกัน ที่มุ่งหวังอีกอย่าง คือ การพัฒนาชุมชน พัฒนาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางจิตใจและการเรียนรู้ของผู้คนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว

การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมทางโบราณคดี และ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ในพื้นที่ตำบลสวก และตำบลนาซาว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ทดลองใช้แนวการจัดการและพัฒนาตามแผนงานที่เรียกว่า โบราณคดีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วม และ การพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ในการจัดการแหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวก ที่ในอดีต เคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชาม สมัยโบราณ อายุเก่าแก่ประมาณ ๔๐๐-๗๕๐ ปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว ๔,๐๐๐-๘,๐๐๐ ปี บนดอยภูซาง รวมทั้งทรัพยากรวัฒนธรรมอื่นๆที่ชุมชนมีในลักษณะของ “ มรดกที่มีชีวิต” : Living Heritage

ผลการวิจัยพบว่าชาวบ้านและคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๗ มีความตระหนักในคุณค่า ความสำคัญของทรัพยากรโบราณคดี และ ทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชนมากขึ้น มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน มีความรู้และสนใจเรื่องของแหล่งโบราณคดี และ ทรัพยากรวัฒนธรรมอื่นๆมากขึ้น เกิดความภูมิใจ มั่นใจในตนเองมากขึ้น เกิดทักษะในการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรดังกล่าวเพื่อการพัฒนาชุมชน ในลักษณะที่เน้นการพึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนอื่นได้

ขอขอบคุณ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัยติดต่อกันเป็นเวลา ๕ ปี ขอขอบคุณพระสงฆ์และชาวบ้าน ในชุมชนบ้านสวกพัฒนา บ้านบ่อสวก บ้านนาซาว บ้านก้อด บ้านดอนคีรี บ้านสะไมย์ บ้านป่าคา เพื่อนนักพัฒนา ทั้งในภาครัฐและประชาชน นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ที่สมัครไปฝึกงาน และบุคคลที่อาจมิได้ระบุนามไว้ได้ครบทั้งหมดตรงนี้ ที่มีส่วนช่วยให้งานโบราณคดีชุมชนประสบผลเป็นรูปธรรม

ขอขอบคุณ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้มีอำนาจตามพ.ร.บ.โบราณสถานฯพ.ศ. ๒๕๐๔ ที่เปิดโอกาสให้ผมและชาวบ้านได้ใช้แหล่งโบราณคดีสำคัญๆอย่าง ดอยภูซาง และ แหล่งเตาเมืองน่าน บ้านบ่อสวก เป็นพื้นที่ทำวิจัยตลอดระยะเวลา ๕ ปี และผมหวังว่าผลการวิจัย จะมีส่วนช่วยให้การทำงานด้านการจัดการทรัพยากรโบราณคดีของภาครัฐและประชาชน ได้เชื่อมสัมพันธ์ และ ยังประโยชน์แก่กันได้มากยิ่งๆขึ้นไปในกาลข้างหน้า

ขอบคุณครับ

สายันต์ ไพรชาญจิตร์
โครงการโบราณคดีชุมชน





Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial 3.0 Unported License.