<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Archaeopen &#124; โบราณคดีชุมชน</title>
	<atom:link href="http://www.archaeopen.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.archaeopen.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Sat, 07 Apr 2012 07:59:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>น่าน &#124; โบราณคดีชุมชน</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Jan 2011 08:44:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=294</guid>
		<description><![CDATA[โบราณคดีชุมชนที่น่าน &#8220;Seeing is not always believing&#8221; Martin Luther King , Jr. พื้นที่ทั่วไป จังหวัดน่านมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน มีภูมิประเทศสวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ อยู่มาก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธ์ แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายว่าทรัพยากรทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าจัดการจะได้รับผลกระทบและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจและมีคุณสมบัติทางโบราณคดีกล่าวได้ว่าเป็นย่านอุตสาหกรรมโบราณสองยุค : 2 period industrial district คือ บริเวณพื้นที่แอ่งกะทะ (basin) ลุ่มน้ำสุมน น้ำซาว และน้ำสวก ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำน่าน ในท้องที่อำเภอเมืองน่าน ซึ่งได้เคยมีการสำรวจพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุในห้วงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ &#8211; ๘,๐๐๐ ปีมาแล้วเป็นพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณไม่นอ้ยกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่บริเวณดอยภูซาง ท้องที่ตำบลนาซาว ดอยปู่แก้ว เขาชมพู ท้องที่ตำบลนาซาวติดต่อกับตำบลดู่ใต้ และที่เขาหินแก้ว ท้องที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน พบแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบเนื้อแกร่งสมัยพุทธศตวรรษที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โบราณคดีชุมชนที่น่าน</p>
<blockquote><p>&#8220;Seeing is not always believing&#8221; Martin Luther King , Jr.</p></blockquote>
<p><strong>พื้นที่ทั่วไป</strong><br />
จังหวัดน่านมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน มีภูมิประเทศสวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ อยู่มาก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธ์</p>
<p>แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายว่าทรัพยากรทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าจัดการจะได้รับผลกระทบและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ที่น่าสนใจและมีคุณสมบัติทางโบราณคดีกล่าวได้ว่าเป็นย่านอุตสาหกรรมโบราณสองยุค : 2 period industrial district คือ บริเวณพื้นที่แอ่งกะทะ (basin) ลุ่มน้ำสุมน น้ำซาว และน้ำสวก ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำน่าน ในท้องที่อำเภอเมืองน่าน</p>
<p>ซึ่งได้เคยมีการสำรวจพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุในห้วงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ &#8211; ๘,๐๐๐ ปีมาแล้วเป็นพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณไม่นอ้ยกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่บริเวณดอยภูซาง ท้องที่ตำบลนาซาว ดอยปู่แก้ว เขาชมพู ท้องที่ตำบลนาซาวติดต่อกับตำบลดู่ใต้ และที่เขาหินแก้ว ท้องที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน พบแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบเนื้อแกร่งสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ &#8211; ๒๒ ในพื้นที่ราว ๓ ตารางกิโลเมตรที่ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน นอกจากนั้นในพื้นที่เดียวกันยังมีทรัพยากรทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในสมัยต่อๆมาอีกมาก</p>
<p><strong>น่าน : แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์</strong></p>
<p>พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีภูเขาและที่ลาดชันมากกว่าพื้นที่ราบ ภูเขาสูงอยู่ทางด้านตะวันออก ได้แก่ ทิวเขาหลวงพระบาง ที่กั้นชายแดนไทย-ลาว ยอดสูงสุด คือ ดอยภูคา สูง ๑.๘๙๐ เมตร เหนือระดับทะเลปานกลาง อยู่ในเขตต่อเนื่องของอำเภอปัว กับอำเภอบ่อเกลือ</p>
<p>ที่ราบลุ่มผืนใหญ่สุดอยู่ในแอ่งที่ราบน่าน-เวียงสา (Nan &#8211; Sa basin) ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำน่านในเขตอำเภอเมืองน่าน และอำเภอเวียงสา ส่วนที่ราบลุ่มขนาดเล็กส่วนมาก อยู่ในหุบเขาแคบๆตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ในอำเภอนาน้อย อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง และ อำเภอทุ่งช้าง</p>
<p>เทือกเขาสูงในจังหวัดน่าน เป็นแหล่งต้นน้ำน่านที่มีลำห้วย และ ลำธารจำนวนมากในเทือกเขาผีปันน้ำ ท้องที่อำเภอปัว ไหลลงมารวมตัวกันเป็นต้นน้ำน่านที่เทือกเขากิ่งศาลา แล้วไหลลงสู่ที่ราบลุ่มในท้องที่อำเภอทุ่งช้าง ไหลผ่านอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา หลายตำบลในท้องที่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น ออกไปสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร ลงไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมกับแม่น้ำยม และแม่น้ำวังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา</p>
<p>แม่น้ำน่านเป็นแควสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวกว่าแควสาขาอื่นๆอีกสามสาย นอกจากแม่น้ำน่านแล้ว ยังมีแหล่งน้ำสำคัญสายสั้นๆอีกหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำสา แม่น้ำว้า แม่น้ำสมุน แม่น้ำแหง แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง แม่น้ำยาว แม่น้ำขว้าง และแม่น้ำงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ไหลลงแม่น้ำน่าน</p>
<p>ด้วยเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนกั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็นแอ่ง เป็นหุบขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง การตั้งถิ่นฐานของผู้ฅนตั้งแต่สมัยโบราณ จึงกระจัดกระจายออกเป็นหย่อม เป็นย่าน ส่วนมากอยู่กันตามพื้นที่ราบในหุบเขาสองฟากแม่น้ำสายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอ่งที่ราบของแม่น้ำน่าน พบหลักฐานที่แสดงถึงพัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของฅนเป็นจำนวนมาก ทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์</p>
<p><strong>ย่านอุตสาหกรรมโบราณของสองยุคสมัย</strong></p>
<p>พื้นที่น่าสนใจ ได้แก่ พื้นที่แอ่งกะทะ (basin) ในลุ่มแม่น้ำสมุน แม่น้ำซาว และแม่น้ำสวก ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำน่านในท้องที่อำเภอเมืองน่าน ซึ่งสำรวจพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุในห้วงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ &#8211; ๘,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในพื้นที่ต่อเนื่องกว่า ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่บริเวณ ดอยภูซาง ที่อยู่ในท้องที่ตำบลนาซาว ดอยปู่แก้ว และ เขาชมพู ในท้องที่ตำบลนาซาวติดกับตำบลดู่ใต้ และที่ เขาหินแก้ว ในท้องที่ตำบลดู่ใต้</p>
<p>เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน เผยแพร่เป็นครั้งแรกในหนังสือเรื่องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เขียนโดย <a href="file:///C:/Documents%20and%20Settings/Administrator/Desktop/++%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C++/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1/html/shinpage.htm">ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี</a> ตั้งแต่เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านรายงานว่า ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ มีเครื่องมือเครื่องใช้สำริดอยู่หลายชิ้น ที่สำคัญ คือ พร้าสำริด ( bronze dagger-axes) สมัยโลหะ อายุราว ๙๐๐ &#8211; ๗๐๐ ปี ก่อน ค.ศ. พบที่จังหวัดน่าน</p>
<p>หลังจากปีนั้น ไม่มีข้อมูลเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่านอีกเลย จนปีพ.ศ. ๒๕๒๔ &#8211; ๒๕๒๕ กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดน่าน ได้ยก <strong>หอคำ</strong>ของเจ้าเมืองน่านที่เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัดให้กรมศิลปากร เพื่อทำการปรับปรุงจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน</p>
<p>การสืบค้นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน เป็นไปอย่างช้างๆในช่วงเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา มีผลการศึกษาไม่มากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับการดำเนินงานในจังหวัดอื่นๆ แม้ว่าจะมีการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายครั้ง</p>
<p>กรมศิลปากรได้เคยมอบให้คุณยุทธนา นิยโมสถ ภัณฑารักษ์ประจำกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คุณสุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคุณสมชาย ณ นครพนม ภัณฑารักษ์ประจำฝ่ายวิชาการ ไปศึกษาหาข้อมูลและจัดหาโบราณวัตถุสำหรับนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ได้หลักฐานเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจากท้องที่ต่างๆของหลายอำเภอ พร้อมกับจัดพิมพ์รายงานหนังสือ เมืองน่าน : โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และ ศิลปะ</p>
<p>ในปีพ.ศ.๒๕๒๗ โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคเหนือของกรมศิลปากร ผม คุณพาสุข ดิษยเดช คุณประทีป เพ็งตะโก และคุณสว่าง เลิศฤทธิ์ สำรวจแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในเขตอำเภอเมืองน่าน พบแหล่งที่น่าสนใจที่เขาหินแก้ว เขาชมพู และ ดอยปู่แก้ว ในท้องที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน</p>
<p>ปีพ.ศ.๒๕๒๘ ผมร่วมปฎิบัติงานโครงการวิจัยไทย-ฝรั่งเศส กับ Jean Pierre Portrau และ Marielle Santoni สำรวจเขาหินแก้ว เขาชมพูอีกครั้ง พบแหล่งโบราณคดีลักษณะเดียวกับที่เขาหินแก้วอีกแห่งที่ดอยภูทอก บ้านทุ่งผง อยู่ในท้องที่อำเภอเวียงสา</p>
<p>เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรร่วมกับจังหวัดน่าน จัดประชุมสัมนาทางวิขาการหัวข้อ โบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองน่าน ในกิจกรรมดังกล่าว <a href="file:///C:/Documents%20and%20Settings/Administrator/Desktop/++%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C++/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1/html/pisitpage.htm" target="mainFrame">อาจารย์พิสิฐ เจริญวงศ์</a> และ ผมเสนอรายงานเรื่อง แหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดน่าน นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีที่เขาหินแก้ว เขาชมพู ดอยปู่แก้ว และดอยภูทอก ว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (lithic implement manufacturing sites ) มีหลักฐานและร่องรอยการกะเทาะผลิตเครื่องมือหินในพื้นที่ต่อเนื่องประมาณ ๒ &#8211; ๓ ตารางกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย</p>
<p>ในแต่ละบริเวณพบเครื่องมือหิน แกนหิน สะเก็ดหิน และชิ้นส่วนอื่นๆที่เกิดขึ้น ในกระบวนการกะเทาะเครื่องมือหินทับถมอยู่เป็นจำนวนมาก และเสนอว่าแหล่งดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่สุด และอาจใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p>แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจเป็นพิเศษและเป็นที่รู้จักกันดีอีกแห่ง คือ บริเวณ เสาดินนาน้อย หรือ ฮ่อมจ๊อม ในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ระดับแนวหน้าของจังหวัดน่าน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็มีการสำรวจพบเครื่องมือหินเป็นจำนวนมากเช่นกัน</p>
<p>ปีพ.ศ.๒๕๓๙ ชาวบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ พบ กลองมโหระทึกสำริด แบบดองซอน ๒ ใบ พร้อมกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับทองคำและแผ่นทองคำในบริเวณป่าช้าเก่า และได้มองกลองทั้งสองใบแก่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่านเพื่อทำการอนุรักษ์ ซ่อมแซมและนำไปจัดแสดง</p>
<p>แหล่งโบราณคดีสองในสามแห่งที่กล่าวช้างต้นนี้ สองในสามแห่งมีคำว่า แก้ว เป็นภูมินามท้องถิ่น ( local place name) เชื่อว่าน่าจะมาจากเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่ในบริเวณเทือกเขานี้มีสายแร่ควอร์ทซ์ (quartz vein)มีผลึกแร่ควอร์ทซ์หรือหินเขี้ยวหนุมานที่มีสีต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นขนิดใส ไม่มีสี และ สีขาวขุ่น</p>
<p>มีการพบแหล่งที่มีเครื่องมือหินขัดที่บ้านนามน ตำบลสวก พบหัวขวานโลหะมีบ้องที่ดอยโป่ง อำเภอปัว พบเครื่องมือหินกะเทาะ ทำจากหินกรวดแม่น้ำ เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ กระดูกสัตว์ในถ้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำอัมรินทร์ หรือ ถ้ำปู่แล่ม อยู่ที่อำเภอเวียงสา</p>
<p>เมื่อก่อนยามว่างจากทำนา ชาวบ้านดู่ใต้ บ้านเชียงราย บ้าน้ำปั้ว บ้านนาซาว บ้านก้อดและหมู่บ้านใกล้เคียงยังอาศัยการขุดหาก้อนผลึก ก้อนแร่ไปขาย เช่น ก้อนแร่ที่เรียกกันว่า เป๊ก ซึ่งมี ๒ ลักษณะ คือ เป็นลูกกลมๆ ภายในกลวงหรือทึบ เมื่อทุบหรือผ่าออกภายในมีผลึกแร่ควอร์ทซ์สีต่างๆอยู่ คล้ายแร่ในตระกูลคาลซิโนี (chalcedony) ชาวบ้านเรียกว่า เป๊ก-มะ-เยา หรือเป๊ก-หมา-เหงา</p>
<p>ส่วนอีกแบบเป็นก้อนทรงลูกบาศก์(cuboid) และเชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์จึงนิยมนำไปบูชา หรือนำไปปลุกเสกทำเครื่องลางของขลัง ปัจจุบันกิจกรรมการขุดหาผลึกแร่เหล่านี้ไม่มีแล้ว แต่การขุดหาเป๊กยังมีอยู่บ้าง</p>
<p>ในการสำรวจพบว่าบางบริเวณมีกองหินทับถมในที่นี้ขอเรียกว่า บ่อหิน (stone quarry) บนยอดเขาชมพู และดอยปู่แก้ว มีสิ่งที่อาจเรียกว่า หินวง หรือ วงหิน ที่มีลักษณะเป็นเนินดินคล้ายหลุมฝังศพ</p>
<p>ก่อล้อมด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ หรืออาจเป็น กองหินวัตถุดิบ (material stocks )ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะที่เกิดจากฅนทำ ไม่ใช่เกิดเองตามธรรมชาติ แต่ยังไม่ทราบอะไรมากกว่านี้และเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป</p>
<p><strong>เขาหินแก้ว &#8211; เขาชมพู -ดอยปู่แก้ว</strong></p>
<p>เขาหินแก้ว เชาชมพู และดอยปู่แก้ว เป็นเนินเขาอยู่ในเทือกเขาที่เป็นแนวยาวทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน แนวเทือกเขานี้โอบล้อมแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเคยพบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานแล้ว เรียกกันว่า &#8221;เสียมตุ่น&#8221; เสียมตุ่นที่พบมีทั้งประเภทที่ป็นขวานหินขัด(polished adzes) และขวานกะเทาะ(flaked adzes) กระจายอยู่ทั่วไป</p>
<p>นอกจากนั้นยังมีหินแปรจากหินชิสต์(partially metamorphic schist) หินควอร์ทไซด์เนื้อละเอียด หินอัคนี หรือหินภูเขาไฟเนื้อละเอียด หินไดอะเบสสีเขียว ซึ่งเป็นหินโครงสร้างของภูเขา</p>
<p>บนเขาชมพู พบเครื่องมือหินรูปร่างหยาบๆ ที่เป็นขั้นตอนแรกๆของการผลิต และแตกหักชำรุดระหว่างการผลิตจำนวนมาก มีหินบะซอล์สีดำเนื้อละเอียด มีเครื่องมือหินแบบเดียวกับบนเขาหินแก้ว แต่ความหนาแน่นในการพบน้อยกว่า อีกทั้งมีการถากถางพื้นที่ เพื่อทำไร่ทำสวน พื้นที่แหล่งจึงถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นส่วนใหญ่ และมีการปักหลักเขตสปก.๔-๐๑ ด้วย</p>
<p>โดยเฉพาะเขาลูกใหญ่ที่เป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง มีหินวัตถุดิบหนาแน่น และในบริเวณใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาดเนินเขาเกือบทุกด้าน มีทั้งค้อนหิน (hammer stones) ที่เป็นก้อนหินกรวดท้องน้ำ(pebbles)และก้อนหินแข็งมากๆ ที่ใช้สำหรับทุบ กะเทาะหินให้เป็นเครื่องมือรูปแบบต่างๆ พบมากที่สุดคือ สะเก็ดหิน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าขี้กากหิน (wasted flakes)</p>
<p><strong>ดอยภูทอก : แหล่งผลิตขวานหินที่เหลือเพียงตำนาน</strong></p>
<p>เมื่อครั้งที่โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคเหนือ สำรวจพบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แบบเดียวกับที่เขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว ในปีพ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๒๙ ที่ ดอยภูทอก ซึ่งเป็นเนินเขาลูกโดดเตี้ยๆ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านทุ่งผง และบ้านทุ่งศรีทอง ตำบลทุ่งทอง อำเภอเวียงสาและอยู่ทางทิศใต้ห่างจากปลายเทือกเขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว ประมาณ ๑๐ ก.ม.นั้น ดอยภูทอกยังไม่ถูกถากถางรบกวน จากการขยายพื้นที่ทำกิน</p>
<p>บนยอดเนินเขาเป็นที่ลาดกว้าง มีก้อนหินขนาดใหญ่โผล่ให้เห็นอยู่ทั่วไป ส่วนมากเป็นหินภูเขาไฟเนื้อละเอียด และหินทัฟฟ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับการทำเครื่องมือหิน ตามพื้นผิวดินมีสะเก็ดหิน หรือ ขี้กากหิน ที่เป็นขยะจากการทำเครื่องมือ แกนหิน และ สะเก็ดหินชิ้นใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับทำเครื่องมือ ทับถมอยู่มากมายนับไม่ถ้วน</p>
<p>กะดูคร่าวๆด้วยสายตา คิดว่าเป็นล้านชิ้นเลยทีเดียว เพราะในบางบริเวณมองไม่เห็นผิวดินเลย บางบริเวณดูเหมือนคนกะเทาะขวานหินเพิ่งลุกออกไปจากที่นั่งไม่นาน เพราะยังมีแท่นหินรองนั่ง ค้อนหิน แกนหิน สะเก็ดหินที่เกิดจากการกะเทาะตกแต่งกระจายอยู่รอบๆ</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการกะเทาะเครื่องมือลักษณะเดียวกับที่อยู่ตามที่ลาดเชิงดอยภูทอกอีกหลายแห่ง แต่ปริมาณความหนาแน่นน้อยกว่าบนยอดเขา จนอาจกล่าวได้ว่า ดอยภูทอกเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในเวลานั้น เพราะหลักฐานทางโบราณวัตถุส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ตามธรรมชาติ (objects in place) ไม่มีร่องรอยการถากถางไถพรวนขุดหน้าดินแต่อย่างใด</p>
<p>เครื่องมือหินที่พบบนดอยภูทอกส่วนใหญ่เป็น ขวาน (adze-type) ที่มีรูปแบบและขนาดต่างๆกัน เช่น ขวานหินมีบ่าขนาดเล็ก มีรอยขัดฝนขอบคม ขวานกะเทาะ ไม่มีบ่ารูปใบไม้ มีขนาดใหญ่และค่อนข้างหนัก ไม่มีร่องรอยการขัดฝน ขอบคมทั้งที่ปลายด้านล่างและที่ขอบด้านข้าง ขวานหินรูปใบไม้บางชิ้นมีรอยบาก เป็นบ่าที่ปลายด้านหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือหินสำหรับแล่ หรือ ขูด รูปกลมแบน (disc-scraper)</p>
<p>แต่ในการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ และการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พบว่ามีการถากถางพื้นที่ ไถพรวน เพาะปลูกพืชไร่ ทำให้หลักฐานการผลิตเครื่องมือหินเปลี่ยนที่และเคลื่อนย้าย กระจัดกระจายปะปนกันจากการถูกพลิกไถดินซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่สามารถระบุสภาพและตำแหน่งเดิมของหลักฐานทางโบราณคดีได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>ภูซาง</strong></p>
<p>แหล่งโบราณคดีอีกแห่งบนดอยชื่อ&#8217;ภูซาง&#8217;ที่พบใหม่โดย จ.ส.ต.มนัส ติคำ และ น.ส.วนิษา ติคำ ในการสำรวจเบื้องต้นเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ และพฤษภาคม เป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหิน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่มาก ที่ต่อมาผมได้เชิญกำนันอินเขียน ก๋าแก้ว กำนันตำบลนาซาว ผู้ใหญ่ประสิทธิ์ ไชยวุฒิ กลุ่มเยาวชนจากบ้านนาซาว บ้านป่าคา สมาชิกและข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว กับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไปฝึกงาน ไปร่วมกันสำรวจสภาพแหล่งโบราณคดีบนดอยฯ</p>
<p>ดอยภูซางเป็นภูเขาใหญ่ ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของลำน้ำซาว ในท้องที่บ้านสะไมย์ต่อเนื่องกับบ้านดอนคีรี และ บ้านก้อด ตำบลนาซาว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตัวภูเขาวางตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ประกอบด้วยยอดสูงๆต่ำๆหลายยอด มีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น ดอยป่าตึงเป็นด้านที่อยู่ทางทิศเหนือ ใกล้บ้านก้อด ดอยภูซาง อยู่ทางด้านทิศใต้ใกล้บ้านสะไมย์ เป็นต้น</p>
<p>สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าแดงแล้ง มีต้นไม้ประเภทไม้แดง เต็ง ตึง รัง พลวง เหียง รัก ซาง ผักหวาน ส้าน มะตื๋น มะกัง กล้วยไม้ป่า ฯลฯ บนผิวดิน มีหวายชนิดต่างๆ กล้วยไม้ดิน เห็ด และพืชกินได้ตามฤดูกาลต่างๆ มากมาย ในหน้าแล้งประมาณเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม สภาพป่าค่อนข้างโปร่ง บนผิวดินไม่มีหญ้าและพืชคลุมผิวดิน เนื่องจากถูกไฟไหม้หมด ทำให้สามารถมองเห็นเครื่องมือหินถูกทิ้งทับถมอยู่มากมายหลายร้อยหลายพันล้านชิ้น</p>
<p>หลักฐานทางโบราณคดีที่ดอยภูซางมีลักษณะคล้ายกับที่พบบนเขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว และ ดอยภูทอก คือ มีก้อนหินวัตถุดิบ แกนหิน สะเก็ดหินขนาดต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือหินชำรุดบ้าง ทำไม่เสร็จบ้าง เพราะชิ้นที่ทำสำเร็จฅนในยุคนั้นคงเอาไปใช้ที่อื่น</p>
<p>่คุณสมบัติที่โดดเด่น คือ มีพื้นที่กิจกรรมการกะเทาะผลิตเครื่องมือหิน ตั้งแต่ตามที่ลาดเชิงเขาขึ้นไปเรื่อยจนถึงยอดเขาจำนวนมากมาย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ ๖๐ ของภูเขาเลยทีเดียว มีสภาพดีกว่าที่เขาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้ว แต่ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นไร่สวน จากการขยายพื้นที่ครองสิทธิ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนบุคคล เช่นเดียวกับที่แหล่งโบราณคดีเชาหินแก้ว-เขาชมพู-ดอยปู่แก้วและดอยภูทอก ซึ่งพื้นที่รวมประมาณกว่า ๕,๐๐๐ ไร่ ที่กลายเป็น &#8221; เขาหัวโล้น&#8221; ไปหมดแล้วในปัจจุบัน</p>
<p>ในการสำรวจนี้ ใช้วิธีทำงานแบบ โบราณคดีชุมชน คือ ให้โอกาสฅนในชุมชนท้องถิ่นได้เข้าไปมีส่วนร่วม และนำกลับไปคิดพิจารณาว่า จะจัดการกับทรัพยากรทางโบราณคดี ที่พบนี้กันอย่างไรดี จึงจะเกิดประโยชนซ์สุข ต่อชุมชนและชาวน่านโดยส่วนรวม พร้อมกับให้นักศึกษากลับไปทำความรู้จัก และ เรียนรู้จากชาวบ้าน ศึกษาชุมชนพร้อมกับชาวบ้านเอง โดยทั้งสองกลุ่มไม่เคยมีประสบการณ์ ในการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดี หรือ ทำงานแบบมีส่วนร่วมมาก่อน</p>
<p>ในการวิจัยดอยฯ มีฅนในหมู่บ้าน ทั้งช้าราชการ แม่บ้าน เยาวชน ที่สนใจและนักศึกษา รวมกันได้ประมาณ ๘๐ ฅน เดินขึ้นดอยไปสำรวจเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านเรียกว่า เสียมตุ่น และที่ชาวบ้านในชุมชนแม้จะอยู่ในย่านนี้เอง แต่ไม่รู้จักว่าเศษเสียมตุ่นและขี้กากหินเหล่านี้เกิดจากฝีมือฅนทำ ไม่ใช่เกิดเองตามธรรมชาติ ก็เพราะเกิดขึ้นจากฝีมือฅนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว นานก่อนที่บรรพบุรุษของชาวบ้านก้อด บ้านดอนคีรีจะเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณนี้นับเป็นเวลาหลายร้อยชั่วอายุฅน</p>
<p>สำรวจคราวนี้ใช้เวลาประมาณ๑สัปดาห์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก็ยังพอมีผู้สนใจขึ้นไปสำรวจทรัพยากรบนดอยภูซางอีก มีผู้สูงอายุและผู้ใหญ่ที่ชำนาญพื้นที่ไปด้วย ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าและสถานที่ต่างๆ</p>
<p>ได้ฟังเรื่องปรัมปราคติพื้นถิ่น ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ เคยได้พบเห็นด้วยตนเอง คือ ปรากฎการณ์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า <strong>ธาตุเสด็จ</strong> คือ ดวงไฟดวงใหญ่หรือลำแสงปรากฎบนยอดดอยภูซางในวันสำคัญ เช่น วันเพ็ญ วันพระสิบห้าค่ำ บางครั้งก็หมุนเวียนไปตามยอดไม้ หรือ พุ่งขึ้นไปกลางอากาศข้ามไปยังดอยอื่นๆ</p>
<p>ที่น่าสนใจอีกเรื่องดังที่ได้กล่าวข้างต้น คือ อาณาบริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่มีหลักฐานทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภูเขาไฟอย่างชัดเจน จากการสังเกตุกลุ่มหินในระดับความสูงต่างๆ ยังพบชั้นทับถมของหินคองโกลเมอเรตที่มีกรวดฝังอยู่ในชั้นเถ้าภูเขาไฟ ในบริเวณก้นลำน้ำซาว แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ย่านนี้น่าจะเคยมีภูเขาไฟระเบิดมาก่อน แต่ไม่ทราบว่านานเท่าใดซึ่งคงต้องสอบถามผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยาต่อไป เพราะผมมีความรู้ด้านนี้น้อยมาก</p>
<p>จากการสำรวจดอยฯในคราวนี้ ผู้ที่มีส่วนร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับดอยภูซางมากขึ้น เห็นสภาพความเสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกที่ทำกิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่โบราณคดีและป่าไม้</p>
<p>จึงได้คิดที่จะช่วยกันทำกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ต่อเนื่อง คือ ทดลองทำโครงการนำร่องพัฒนาศูนย์เรียนรู้ดอยภูซางและ บวชดอยภูซาง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดบ้านนาซาวสามัคคี</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Jan 2011 08:29:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=290</guid>
		<description><![CDATA[Wat Ban Na Sao Samakki : Community Museum จากกิจกรรมการศึกษาพระพุทธรูปไม้ในปีพ.ศ.๒๕๔๔ พระอธิการบุญศรี สุขวัฒโน เจ้าอาวาสวัดนาซาวเป็นผู้มีความรู้ภาษาล้านนา ได้ช่วยอ่านวิเคราะห์จารึก บนฐานพระพุทธรูปไม้ที่เป็นสมบัติของวัดนาซาวจนทราบว่า พระพุทธรูปไม้กลุ่มนี้สร้างมาตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๖ -๒๔๗๔ สืบเนื่องมาสู่กระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีในปี ๒๕๔๕ พิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับทางไปพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านจ่ามนัส และ พิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกแสนชื่น คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯซึ่งเป็นชาวบ้านนาซาวได้จัดให้มีวิทยากรอาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ มาคอยดูแลอธิบายและนำชมจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในชุมชน ขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์ฯ กลายเป็นเวทีพบปะทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการอ่าน และปริวรรตคัมภีร์ใบลานของวัดที่มีอยู่ จนสามารถจัดทำทะเบียนคัมภีร์ใบลานหลายร้อยและ ผูกเป็นระบบได้ ผลจากการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ฯ วัดนาซาวกลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนในอีกมิติหนึ่ง รวมเอาอดีตของบ้านและวัดมาอยู่ด้วยกัน ทั้งชาวบ้านและชาววัดร่วมมือกันจัดการจนเป็นแหล่งเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน เกิดเป็นพื้นที่สาธารณะและเอกลักษณ์ของชุมชน และที่สำคัญคือ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นของวัดนาซาว สร้างความสุขให้ผู้สูงอายุอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวฯ โดยมีท่านเจ้าอาวาสเป็นประธาน มีผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาตำบล กรรมการหมู่บ้าน ตัวแทนกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชนเป็นคณะกรรมการร่วมกันพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง มีจุดเด่นที่การจัดแสดงวัตถุทางศาสนา พระพุทธรูปไม้ คัมภีร์ใบลาน หีบธัมม์ (ธรรมใบลาน) ตาลปัตรเก่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๕๗ ตุงกระดาษสาอายุ ๑๐๐ ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Wat Ban Na Sao Samakki : Community Museum</p>
<div id="Layer8">
<div>
<p>จากกิจกรรมการศึกษาพระพุทธรูปไม้ในปีพ.ศ.๒๕๔๔ พระอธิการบุญศรี สุขวัฒโน เจ้าอาวาสวัดนาซาวเป็นผู้มีความรู้ภาษาล้านนา ได้ช่วยอ่านวิเคราะห์จารึก บนฐานพระพุทธรูปไม้ที่เป็นสมบัติของวัดนาซาวจนทราบว่า พระพุทธรูปไม้กลุ่มนี้สร้างมาตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๖ -๒๔๗๔ สืบเนื่องมาสู่กระบวนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีในปี ๒๕๔๕</p>
<p>พิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับทางไปพิพิธภัณฑ์เตาโบราณบ้านจ่ามนัส และ พิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกแสนชื่น คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯซึ่งเป็นชาวบ้านนาซาวได้จัดให้มีวิทยากรอาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ มาคอยดูแลอธิบายและนำชมจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในชุมชน</p>
<p>ขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์ฯ กลายเป็นเวทีพบปะทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการอ่าน และปริวรรตคัมภีร์ใบลานของวัดที่มีอยู่ จนสามารถจัดทำทะเบียนคัมภีร์ใบลานหลายร้อยและ ผูกเป็นระบบได้</p>
<p>ผลจากการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ฯ วัดนาซาวกลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนในอีกมิติหนึ่ง รวมเอาอดีตของบ้านและวัดมาอยู่ด้วยกัน</p>
<p>ทั้งชาวบ้านและชาววัดร่วมมือกันจัดการจนเป็นแหล่งเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน เกิดเป็นพื้นที่สาธารณะและเอกลักษณ์ของชุมชน และที่สำคัญคือ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นของวัดนาซาว สร้างความสุขให้ผู้สูงอายุอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวฯ โดยมีท่านเจ้าอาวาสเป็นประธาน มีผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาตำบล กรรมการหมู่บ้าน ตัวแทนกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชนเป็นคณะกรรมการร่วมกันพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง มีจุดเด่นที่การจัดแสดงวัตถุทางศาสนา พระพุทธรูปไม้ คัมภีร์ใบลาน หีบธัมม์ (ธรรมใบลาน) ตาลปัตรเก่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๕๗ ตุงกระดาษสาอายุ ๑๐๐ ปี วัตถุทางชาติพันธ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา เครื่องครัว เครื่องมือทอผ้า และเครื่องไม้เครื่องมือในการดักจับสัตว์ของชาวบ้าน</p>
<p>ป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ฯ ได้แผ่นไม้ที่มีชาวบ้านด้วยกันบริจาคให้มา เจ้าอาวาสเป็นคนตั้งชื่อว่า &#8221;พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี&#8221; ครูผายที่โรงเรียนวัดนาซาวเขียนตัวหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาล้านนา</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระเจ้าไม้เมืองน่าน</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Jan 2011 07:46:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=286</guid>
		<description><![CDATA[ผมสนใจจะอนุรักษ์ฟื้นฟูการทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธเจ้าไม้ ตั้งแต่เมื่อเข้าไปทำงานวิจัยฯโบราณคดีชุมชนที่จังหวัดน่านในปี ๒๕๔๒ ที่พานักศึกษาไปฝึกงานที่ชุมชนบ้านนาท่อเด่น ตำบลถืมตอง และชุมชนบ้านสวกพัฒนา และได้พบว่ามีพระพุทธรูปไม้ หรือ พระเจ้าไม้อยู่ตามวัดต่างๆจำนวนมาก จึงได้ให้คุณจุฑารัตน์ สาสตรา คุณกิติยา ศรีฉันทมิตร และคุณสุภลักษณ์ วาระ นักศึกษาที่ไปฝึกงานช่วยกันทำทะเบียนไว้ บังเอิญช่วงที่นักศึกษาฝึกงานอยู่ มีคนขโมยพระเจ้าไม้วัดถืมตองไปหลายสิบองค์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามนำกลับมาคืนได้เป็นส่วนใหญ่ และมีทะเบียนที่นักศึกษาทำขึ้นเป็นหลักฐาน ทำให้คิดว่าถ้าชาวน่านสนใจที่จะฟื้นฟูประเพณีนี้ กระบวนการวิจัยเชิงปฎิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม น่าจะสนับสนุนให้ชุมชนสามารถจัดการอนุรักษ์พระเจ้าไม้ของตนเองได้ อย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นการรักษาพระเจ้าไม้ส่วนที่ยังมีเหลืออยู่ หรืออาจจะมีโอกาสร่วมกันหาแนวทางและวิธีการที่จะฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ ในปีพ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๔ ผมจึงเสนอขอทุนอุดหนุนการวิจัยด้านวัฒนธรรม จากสถาบันวัฒนธรรมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีการทำบุญด้วยการสร้างพระเจ้าไม้ในจังหวัดน่าน และได้รับเงินอุดหนุน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีระยะเวลาการทำวิจัยฯ ๑ ปี พระเจ้าไม้ เป็นวัตถุทางศาสนาประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มีการสร้างสืบทอดจนกลายเป็นประเพณีปฎิบัติของคนไทยในจังหวัดน่าน ในการศึกษาเบื้องต้น จากตัวอย่างพระเจ้าไม้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน พระเจ้าไม้ที่วัดถืมตอง พบว่าชาวน่านในอดีตทั้งกลุ่มชนชั้นปกครองและสามัญชน นิยมสร้างพระเจ้าไม้ขนาดต่างๆเพื่อการสืบทอดพระศาสนา มาเป็นเวลากว่า ๓๕๐ ปี คือ ตั้งแต่สมัยล้านนาราวพ.ศ.๒๑๐๐ จนถึงราวพ.ศ.๒๔๕๐ ทำให้จังหวัดน่านมีมรดกทางวัฒนธรรมประเภทพระเจ้าไม้มากที่สุดในภูมิภาคล้านนา หรือทางพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คตินิยมการสร้างพระเจ้าไม้สืบพระพุทธศาสนาของชาวน่านนั้น ค่อยๆเปลี่ยนแปลงคลายความเข้มข้นลงอย่างเห็นได้ชัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมสนใจจะอนุรักษ์ฟื้นฟูการทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธเจ้าไม้ ตั้งแต่เมื่อเข้าไปทำงานวิจัยฯโบราณคดีชุมชนที่จังหวัดน่านในปี ๒๕๔๒ ที่พานักศึกษาไปฝึกงานที่ชุมชนบ้านนาท่อเด่น ตำบลถืมตอง และชุมชนบ้านสวกพัฒนา และได้พบว่ามีพระพุทธรูปไม้ หรือ พระเจ้าไม้อยู่ตามวัดต่างๆจำนวนมาก จึงได้ให้คุณจุฑารัตน์ สาสตรา คุณกิติยา ศรีฉันทมิตร และคุณสุภลักษณ์ วาระ นักศึกษาที่ไปฝึกงานช่วยกันทำทะเบียนไว้</p>
<p>บังเอิญช่วงที่นักศึกษาฝึกงานอยู่ มีคนขโมยพระเจ้าไม้วัดถืมตองไปหลายสิบองค์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามนำกลับมาคืนได้เป็นส่วนใหญ่ และมีทะเบียนที่นักศึกษาทำขึ้นเป็นหลักฐาน</p>
<p>ทำให้คิดว่าถ้าชาวน่านสนใจที่จะฟื้นฟูประเพณีนี้ กระบวนการวิจัยเชิงปฎิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม น่าจะสนับสนุนให้ชุมชนสามารถจัดการอนุรักษ์พระเจ้าไม้ของตนเองได้ อย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นการรักษาพระเจ้าไม้ส่วนที่ยังมีเหลืออยู่ หรืออาจจะมีโอกาสร่วมกันหาแนวทางและวิธีการที่จะฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่</p>
<p>ในปีพ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๔ ผมจึงเสนอขอทุนอุดหนุนการวิจัยด้านวัฒนธรรม จากสถาบันวัฒนธรรมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีการทำบุญด้วยการสร้างพระเจ้าไม้ในจังหวัดน่าน และได้รับเงินอุดหนุน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีระยะเวลาการทำวิจัยฯ ๑ ปี</p>
<p>พระเจ้าไม้ เป็นวัตถุทางศาสนาประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มีการสร้างสืบทอดจนกลายเป็นประเพณีปฎิบัติของคนไทยในจังหวัดน่าน ในการศึกษาเบื้องต้น จากตัวอย่างพระเจ้าไม้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน พระเจ้าไม้ที่วัดถืมตอง พบว่าชาวน่านในอดีตทั้งกลุ่มชนชั้นปกครองและสามัญชน นิยมสร้างพระเจ้าไม้ขนาดต่างๆเพื่อการสืบทอดพระศาสนา มาเป็นเวลากว่า ๓๕๐ ปี คือ ตั้งแต่สมัยล้านนาราวพ.ศ.๒๑๐๐ จนถึงราวพ.ศ.๒๔๕๐ ทำให้จังหวัดน่านมีมรดกทางวัฒนธรรมประเภทพระเจ้าไม้มากที่สุดในภูมิภาคล้านนา หรือทางพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย</p>
<p>คตินิยมการสร้างพระเจ้าไม้สืบพระพุทธศาสนาของชาวน่านนั้น ค่อยๆเปลี่ยนแปลงคลายความเข้มข้นลงอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการสร้างพระเจ้าไม้น้อยลง และไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่เห็นได้ว่า จำนวนผู้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาตามประเพณีลดจำนวนลง สล่าขวักพระเจ้า ( ช่างแกะสลักพระ ) ไม่มีงานทำ ขาดคนสนใจสืบทอด จึงพากันละทิ้งงานฝีมือ ทำให้แทบหาช่างฝีมือแกะสลักพระเจ้าไม้แบบสกุลช่างเมืองน่านไม่ได้ เป็นผลให้พระเจ้าไม้เมืองน่านที่มีอายุตั้งแต่ ๕๐ &#8211; ๑๐๐ ปี เป็นที่ต้องการของนักสะสมวัตถุโบราณ มีการออกไปขอซื้อพระไม้ที่มีอยู่ในวัดต่างๆนำไปขายต่อ และมีการโจรกรรมพระไม้ไปขาย</p>
<p>รวมทั้งพระเจ้าไม้ของวัดถืมตองอายุประมาณ ๙๒ &#8211; ๑๒๓ ปีจำนวน ๖๐ องค์ ที่ผมเสนอโครงการวิจัยและนักศึกษาได้ถ่ายภาพจัดทำทะเบียนไว้แล้วด้วย ต้องขอบคุณ กองบังคับการตำรวจภูธร จังหวัดน่านที่สามารถนำกลับคืนมาได้ถึง ๕๕ องค์</p>
<p>ปัจจุบัน ผู้สูงอายุ ที่อ่านจารึกได้นับวันจะหายาก เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้กระบวนการผลิตสะดวกสบาย รวดเร็ว เบาแรง กลยุทธ์ทางการค้า ผู้คนปัจจุบันสามารถจัดให้ผู้อื่นสร้างพระพุทธรูปแทนตนได้ง่ายและรวดเร็ว มีพุทธลักษณะที่สวยงามตามต้องการ หรือ มีผู้จัดทำ จัดหาไว้ให้เลือกซื้อได้ ในเวลาใดที่ต้องการ บางคนคิดว่า เข้าใจพุทธศาสนาอยู่แล้วจากการได้ชื่อว่านับถือพุทธ ไม่จำเป็นต้องฝึกศรัทธา หรือ ทำความเข้าใจธรรมะอีกแล้ว ยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาด้วยความยากลำบากเหมือนสมัยก่อน เพียงเหตุเหล่านี้ ก็สอดคล้อง ร่วมกันกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ มากพอแล้ว ที่จะทำให้สาระภูมิปัญญานี้ถูกละทิ้งและสาบสูญ</p>
<p>อาจจะเป็นแต่ในอดีต ที่ไม่มีฝีมือเชิงช่างก็สามารถสลักพระไม้ถวายเป็นพุทธบูชาได้ เช่นเดียวกับที่หลักศาสนาพุทธสอนให้การปฎิบัติธรรมเป็นพุทธบูชา ขัดเกลาจิตใจ ไม่หลงติดเพียงรูปลักษณ์ภายนอก การเชื่อรูปลักษณ์ที่เห็นว่าสวยงาม ที่เห็นได้ด้วยตา จึงทำให้พระไม้ที่มีพุทธลักษณะไม่งดงาม ถูกทิ้งขว้างคงเหลือเพียงสภาพวัตถุเก่าๆ เหมือนเช่นการปฎิบัติธรรม หรือ การทำความดี ถูกละเลย สาระที่สำคัญลดลงเหลือเพียงรูปแบบ หรือ ภาพลักษณ์ อย่างไรก็ตามการสูญหายของพระไม้โบราณ ก็ไม่สูญเสีย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อโลก เท่ากับการละทิ้งธรรมะการปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ</p>
<p>พระไม้ค่อยๆผุพังไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว แต่ถ้ารักษาดีๆหน่อยก็อาจจะผุช้าหน่อย เหมือนคนเราที่จะไดัรับผลจากการละเลยไม่รักษาส่วนที่เป็นแก่นธรรมของศาสนา ปัจจุบัน อย่างน้อย แม้พระไม้จะผุพังไป หากคนเรายังมีความเข้าใจ สืบทอดการปฎิบัติที่ดี กันต่อๆไป เราคงอยู่กันอย่างปลอดภัยและสงบสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้</p>
<p>แม้ไม่คิดว่าจะรักษาพระไม้โบราณไว้ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังมีชาวบ้านกลุ่มเล็กๆบางกลุ่ม บางชุมชน พยายามรักษาไว้เท่าที่สามารถจะทำได้ เห็นคุณค่าและเข้าใจในสภาพความเป็นจริงที่ผุพัง นำมาจัดแสดง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจแก่คนรุ่นหลังถึงภูมิปัญญาของการสอนธรรมะที่เคยมีในสมัยโบราณ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิพิธภัณฑ์วันเดียว : พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 16:38:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=252</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;.วันจันทร์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ งานยกเสาเอกก่อสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดฯ มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่&#8230; ๙.๐๐ น นักศึกษาฯ ๒๐ คน นัดกับชาวบ้าน ไปรวมตัวกันที่อารามบ้านก้อด นัดกันว่าจะไปช่วยกันสร้างพิพิธภัณฑ ์แต่เมื่อไปถึง&#8230;..ไม่พบใครเลย จึงแบ่งกันออกไปตามชาวบ้านที่มีบทบาทในชุมชน คือ ผู้ช่วยทวี วงศ์คำตา พ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริ &#8230;. &#8230;.เพื่อนส่วนหนึ่งรออยู่ที่อาราม ระหว่างนั้นเริ่มมีชาวบ้านทยอยกันมาบ้างทั้งผู้ใหญ่เด็ก แต่ก็ยังไม่มากนัก จนผู้ช่วยทวีขับรถอีแต๊ก..ขนเสาไม้มาด้วย ๒ ต้นจึงไปพูดคุยกับอาจารย์สายันต์เรื่องสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ เยาวชน ๕-๖ คน ก็เลยมาเอารถอีแต๊กออกไปรับเสาไม้ที่ชาวบ้านบริจาคให้ &#8230;. &#8230;เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ชาวบ้านก็ยังมากันไม่มาก หลังจากประกาศเสียงตามสายขอให้ชาวบ้านมาร่วมกัน สร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน จึงมีชาวบ้านทยอยกันมา ทั้งหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า&#8230; ..พอเริ่มมีการรื้อป้ายประกาศเพื่อนำไม้และวัสดุมาใช้ก่อสร้าง ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มสงสัยว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ไปทำไม ทำไมต้องรื้อป้าย ทำไมจะต้องตัดต้นลำไยของวัด แต่กลุ่มผู้นำและสล่าทั้งหลายเริ่มลงมือตีผัง กำหนดเขตความกว้างยาวของตัวพิพิธภัณฑ์กันแล้ว&#8230; &#8230;นักศึกษา พยายามบอกชาวบ้านว่าพิพิธภัณฑ์ที่จะสร้าง เป็นของชุมชนบ้านก้อด ไม่ใช่ของนักศึกษา และน่าจะสร้างให้ใหญ่กว่าเดิมที่คิดไว้สักหน่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8230;.วันจันทร์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ งานยกเสาเอกก่อสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดฯ มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่&#8230;</p>
<p>๙.๐๐ น นักศึกษาฯ ๒๐ คน<br />
นัดกับชาวบ้าน<br />
ไปรวมตัวกันที่อารามบ้านก้อด</p>
<p>นัดกันว่าจะไปช่วยกันสร้างพิพิธภัณฑ<br />
์แต่เมื่อไปถึง&#8230;..ไม่พบใครเลย<br />
จึงแบ่งกันออกไปตามชาวบ้านที่มีบทบาทในชุมชน<br />
คือ ผู้ช่วยทวี วงศ์คำตา พ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริ &#8230;.</p>
<p>&#8230;.เพื่อนส่วนหนึ่งรออยู่ที่อาราม ระหว่างนั้นเริ่มมีชาวบ้านทยอยกันมาบ้างทั้งผู้ใหญ่เด็ก แต่ก็ยังไม่มากนัก จนผู้ช่วยทวีขับรถอีแต๊ก..ขนเสาไม้มาด้วย ๒ ต้นจึงไปพูดคุยกับอาจารย์สายันต์เรื่องสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ เยาวชน ๕-๖ คน ก็เลยมาเอารถอีแต๊กออกไปรับเสาไม้ที่ชาวบ้านบริจาคให้ &#8230;.</p>
<p>&#8230;เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง<br />
ชาวบ้านก็ยังมากันไม่มาก หลังจากประกาศเสียงตามสายขอให้ชาวบ้านมาร่วมกัน สร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน จึงมีชาวบ้านทยอยกันมา ทั้งหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า&#8230;</p>
<p>..พอเริ่มมีการรื้อป้ายประกาศเพื่อนำไม้และวัสดุมาใช้ก่อสร้าง ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มสงสัยว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ไปทำไม ทำไมต้องรื้อป้าย ทำไมจะต้องตัดต้นลำไยของวัด แต่กลุ่มผู้นำและสล่าทั้งหลายเริ่มลงมือตีผัง กำหนดเขตความกว้างยาวของตัวพิพิธภัณฑ์กันแล้ว&#8230;</p>
<p>&#8230;นักศึกษา พยายามบอกชาวบ้านว่าพิพิธภัณฑ์ที่จะสร้าง เป็นของชุมชนบ้านก้อด ไม่ใช่ของนักศึกษา และน่าจะสร้างให้ใหญ่กว่าเดิมที่คิดไว้สักหน่อย เพราะของเก่าของโบราณที่ชาวบ้านบริจาคให้มา มีจำนวนมาก จะไม่มีที่จัดวาง แต่ปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านกังวล คือ ไม่มีทุนที่เป็นตัวเงิน แล้วจะหาวัสดุก่อสร้างมาได้อย่างไร&#8230;</p>
<p>&#8230;.สถานการณ์ช่วงนี้ยังไม่มีความแน่นอน เมื่อมีชาวบ้านคนหนึ่งเดินไปตัดกิ่งลำไย ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมให้ตัดต่อ ยังมีความสับสนและเข้าใจไม่ตรงกันอยู่มาก และดูเหมือนจะขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นทุกที&#8230;</p>
<p>แต่ไม่นานนัก ในช่วงที่ชาวบ้านปรึกษาหารือ และนักศึกษาเองก็ยังไม่รู้ว่าชาวชุมชนจะตกลงใจอย่างไรกัน จึงหันไปช่วยงานกลุ่มอื่นที่กำลังรื้อป้ายไม้ เก็บตะปู ช่วงระยะเวลาประมาณ ๑๕ นาที หันกลับไปที่ชาวบ้านกลุ่มเดิมอีกที ปรากฎว่าต้นลำไยถูกตัดทิ้งไปแล้ว มีการขยายพื้นที่ออกให้กว้างขึ้น ทราบภายหลังว่าอาจารย์สายันต์ไปคุยกับพ่ออาจารย์หนานพรหม ผู้นำทางความเชื่อของชุมขนให้ช่วยเป็นสื่อกลางทำความเข้าใจ</p>
<p>ส่วนเรื่องเงินงบประมาณนั้น อาจารย์บอกว่าพอมีทางออก หากร่วมมือกันจริงๆและพยายามให้เป็นปัญหาที่มีความสำคัญในระดับรองลงไปจากให้เข้าใจ ว่าสร้างพิพิธภัณฑ์ไปเพื่ออะไร และมีส่วนร่วมช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างพิพิธภัณฑ์ในแบบที่ชาวบ้านคิดว่าเหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน และจะสามารถดูแลต่อไปได้ ด้วยตัวเอง&#8230;</p>
<p>เมื่อชาวบ้านเริ่มเข้าใจและรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นของชุมชน ไม่ใช่ของนักศึกษา ทุนคนก็ยินดีและเต็มใจช่วยกันอย่างเต็มที่ อาจารย์แนะให้พวกเราตั้งต้นผ้าป่า จากนั้นอาจารย์ นักศึกษาและชาวบ้านก็มาช่วยบริจาคกันตามกำลัง อาจารย์สนับสนุนเงินระยะต้นเพื่อใช้ซื้อเสาปูน ตะปู และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการก่อสร้างที่จะต้องใช้ในเช้าวันรุ่งขึ้น&#8230;</p>
<p>ชาวบ้านก็เห็นด้วยจนสังเกตเห็นท่าที่ที่เปลี่ยนไปได้ และร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มที่ จากช่วงเช้าที่ยังไม่แน่ใจกันอยู่ค่อนข้างสูง และเป็นธรรมดาที่ย่อมจะมีความรู้สึกหวงแหน ในสิ่งที่มีอยู่และจะต้องเสียไป เพื่อแลกกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่แล้วชาวชุมชนก็เปิดโอกาสให้ในที่สุด</p>
<p>๑๐.๐๐น ต้นลำไยถูกตัดทิ้งทั้งสองต้น พื้นที่ขยายจาก ๒ เป็น ๔ ห้อง เข้าใจว่าเป็นเพราะพ่อหนานพรหม พ่ออุ้ยดวง พ่อหนานสาน และ พ่ออุ้ยเป็ง..ฯลฯ ผู้เป็นที่นับถือของชุมชนช่วยอธิบายให้คนอื่นๆฟัง โดยผู้เฒ่ากลุ่มนี้มีแนวคิดต้องการอนุรักษ์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม</p>
<p>บางท่าน ได้เคยเห็นตัวอย่างการสร้างพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคีมาแล้ว จึงทำความเข้าใจกับชาวบ้านหลายคนที่ยังนึกภาพไม่ออก เพราะยังไม่เคยไปเห็นว่า พิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเป็นของชาวบ้านไม่ใช่ของนักศึกษาและ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบางท่านเห็นว่าถ้าหากมีพิพิธภัณฑ์ อาจมีคนเข้ามาเที่ยวชมและบริจาคทำบุญช่วยสร้างโบสถ์ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ</p>
<p>๑๑.๐๐ น สถานการณ์ช่วงวิกฤติผ่านไป ชุมชนเห็นด้วยกับการขยายพื้นที่ ทั้งยังช่วยกันรื้อเรือนทาน (บ้านจำลองที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้คนที่เสียชีวิตแล้ว) เพื่อนำไม้และสังกะสีมาสร้างพิพิธภัณฑ์ โดยได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสและบรรดาคนเฒ่า</p>
<p>สถานภารณ์ที่ตึงเครียดอยู่แต่เดิมได้คลายลง กลายมาเป็นความร่วมมือกันอย่างพร้อมเพรียง นักศึกษาแทบไม่มีบทบาทเลย ได้แต่ยืนสังเกตุการณ์ ให้กำลังใจและช่วยงานอื่นเท่าที่พอจะช่วยได้ ชาวบ้านกลับเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างเต็มตัวในการสร้างพิพิธภัณฑ์แทน</p>
<p>..และแม้ว่าในวันนั้น ชาวบ้านทุกคนต้องกลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้านของตนเอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนคนที่มาช่วยกันสร้างพิพิธภัณฑ์ในตอนบ่ายลดลงแต่อย่างใด หลุมเสาสิบหลุม ถูกขุดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสาทุกตันถูกยกขึ้นตั้งให้ได้ฉาก ไม้โครงสร้างส่วนต่างๆถูกเลื่อยตัดแต่งขนาด เตรียมพร้อมในเวลาอันรวดเร็ว&#8230;</p>
<p>ผมเทียบเคียงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์บ้านก้อด ที่สำเร็จเป็นรูปร่าง ในระยะเวลาอันสั้น โดยมีฅนมากมายในชุมชนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ ว่าคงไม่ต่างไปจากการสร้างพระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ ที่นิยมทำกันในล้านนา ซึ่งอาศัยศรัทธาแรงกล้า</p>
<p>ความร่วมมือร่วมใจ สร้างสรรค์ให้เสร็จได้ภายในวันเดียว หรือพิธีจุลกฐิน เห็นว่าถ้ามีชื่อว่าทันใจต่อท้ายเป็น &#8220;พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ&#8221; ก็น่าจะเป็นชื่อที่สื่อความหมายของการก่อเกิด และพัฒนาขึ้นได้อย่างชัดเจนและมีเหตุผล</p>
<p>พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ เปิดตัวเป็นทางการไปเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๖ โดยมีท่าน<strong>พระครูสิริธรรมภาณี </strong>เจ้าคณะอำเภอเมืองน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน และคุณนรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส</p>
<p>จริงๆแล้วการสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่บ้านก้อด มีฅนรู้ในระยะเริ่มคิดไม่กี่ฅน ผมลองชักชวนผู้สูงอายุบางท่านให้เห็นประโยชน์ในการสร้างพิพิธภัณฑ์และวางแผน กันมาตั้งแตปี่ก่อน เมื่อครั้งที่ไปสร้างพิพิธภัณฑ์วัดนาซาวกัน คราวนั้นมีชาวบ้านก้อดจำนวนหนึ่งไปรับรู้ เห็นวิธีการทำงานของชาวบ้านนาซาวกันมาบ้างแล้ว</p>
<p>กิจกรรมการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ชุมชนระดับหมู่บ้าน เป็นวิธีการที่อยู่ในกระบวนการวิจัยเชิงปฎิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น</p>
<p>ในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่ผมได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๕ โดยใช้กระบวนการโบราณคดีชุมชน ซึ่งจะต้องชักชวนชาวบ้านมาทำกิจกรรมอนุรักษ์และพัฒนาอดีตที่ดีงามน่าประทับใจของชุมชน กำหนดให้พิพิธภัณฑ์ชุมชน(Community Museum) เป็นเป้าหมายระดับต้นที่ชาวบ้านสามารถมองเห็นภาพและจับต้องสัมผัสได้</p>
<p>กระบวนการพัฒนาชุมชนในลักษณะนี้ ผมพยายามอย่างมากที่จะให้เกิดการพัฒนาทางความคิด ทัศนคติ ทักษะและประสบการณ์ในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมถึงตัวผมเอง นักศึกษา ชาวบ้าน พระสงฆ์ แพทย์ พยาบาล นักปกครอง นักการเมืองและผู้ฅนจากภาคส่วนต่างๆ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับความรู้ เพราะถือว่าทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจกรรมที่ได้กระทำร่วมกัน</p>
<p>ถึงแม้ว่าจะมีการคิดปรึกษาหารือ ชักชวน และมีการเตรียมการล่วงหน้ามาบ้าง ก็เป็นเพียงในส่วนของผมคนเดียวที่ตั้งความหวังไว้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่เคยแน่ใจว่าชาวบ้านเขาจะเห็นด้วยหรือเปล่า และผมไม่รู้จักชาวบ้านก้อดเลย</p>
<p>พบแต่คนสำคัญของชุมชนอย่างพ่อหนานพรหม พ่อหนานสอน ไม่กึ่ครั้งคราวที่ท่านไปช่วยอ่านธัมม์ใบลานที่วัดนาซาว แต่ยังไม่ได้คุยเรื่องการพัฒนาพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดมากนัก และแม้ว่าก่อนจะนำนักศึกษาไปฝึกภาคปฎิบัติที่บ้านก้อด ผมได้ให้ผู้ช่วยนักวิจัยฯไปศึกษาข้อมูลทรัพยากรวัฒนธรรมที่บ้านก้อดไว้บ้าง แต่ก็ยังเป็นการสำรวจข้อมูลตามปกติที่ไปสำรวจเอง ยังไม่ใช่การศึกษาแบบมีส่วนร่วมอย่างนี้</p>
<p>แต่ก็เป็นความตั้งใจด้วยส่วนหนึ่งที่จะไม่พยายามรู้อะไรก่อน ตั้งใจว่าจะไปเรียนรู้พร้อมกันกับที่พานักศึกษาไปฝึกงาน ทำไปพัฒนาไป แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีส่วมร่วม ซึ่งไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้พยามยามทำงาน ให้กลมกลืนกับสภาพชีวิตจริงของชาวบ้านที่เป็นอยู่ ทำด้วยความตั้งใจและจริงใจที่ว่าจะต้องไม่มุ่งประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องมุ่งหวังให้ความสำเร็จทั้งปวงแต่ละขั้นตอนเป็นผลสำเร็จของทุกคนที่เข้าไปมีส่วนร่วม แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าถ้าการวิจัยและพัฒนาล้มเหลว อาจส่งผลด้านลบแก่ชุมชนได้ จึงพยายามทำงานอย่างตั้งใจที่สุด</p>
<p>คนนอกชุมชนบ้านก้อดอีกคน ที่เป็นกลไกสำคัญ ทำให้การเคลื่อนตัวของกิจกรรมเป็นไปอย่างไม่สะดุด ก็คือ จ.ส.ต. มนัส ติคำ ที่คอยประสานความเข้าใจ และอำนวยความสะดวกต่างๆ ประสานงานขอสนับสนุนงบประมาณ และวัสดุก่อสร้าง จากมูลนิธิพระครูพุทธมนต์โชติคุณ คุณหมอบุญยงค์ วงศ์รักมิตร และช่วยงานการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์</p>
<p>อีกกลุ่มที่สำคัญ คือ นักศึกษาปริญญาโทสาขาพัฒนาชุมชน คุณวสันต์ เทพสุริยานนท์ คุณอุษณีย์ ยุทธพงศ์ธาดา คุณเจนจิรา วัฒนสมบูรณ์ พระมหาสุทิศ เบ็ญมาศ และนักศึกษาปริญญาตรีสังคมสงเคราะห์อีก ๑๖ คน</p>
<p>คุณสุรศักดิ์ ใหญ่แก่นทราย คุณณัฐณิชา จิรพงษ์บัณฑิต คุณชัยวัฒน์ อนันทิโย คุณการุณรัตน์ วรรณวัตร คุณเพ็ญพร บวรเกิด คุณเจนเนตร อุ่มคำ คุณกรทิพ สโรบล คุณพงษ์ศักดิ์ สกุลทักษิณ คุณนรินทร์ มารอด คุณวาสนา ทองปัญญา คุณศศิธร เปรมปฐมกิจ คุณกนกพรรณ นิปกะกุล คุณธิติพร คำแก่น คุณอำภา สุขสำราญ คุณกนกวัลย์ สุดรุ่ง และคุณพรพรรณ ป้านตุ่น ที่ฝึกภาคปฎิบัติอยู่ในชุมชนนานเกือบสองเดือน</p>
<p>นักศึกษากลุ่มนี้ เป็นทั้งผู้วิจัยและผู้ถูกวิจัยในกระบวนการแบบมีส่วนร่วม (PAR&amp;CD) ร่วมกับชาวบ้าน ได้ใช้กิจกรรมค่ายเยาวชนสำนึกฮัก(รัก)บ้านก้อด เวทีคนเฒ่า วิจัยดอย วิจัยบ้าน วิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่น วิจัยเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเครื่องมือศึกษาชุมชน ไปพร้อมกับปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิด สร้างความภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น กระตุ้นให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของอดีต และภูมิปัญญาเดิม ที่มีอยู่ในตัวผู้สูงอายุ</p>
<p>รวมทั้งพยายามเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุ ในการแสดงออกด้านภูมิปัญญา ความสามารถในการหาอยู่หากิน การสร้างงานศิลปหัตถกรรม จนนำไปสู่การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนในรูปแบบของ พิพิธภัณฑ์ชุมชนในที่สุด</p>
<p>ชาวบ้านเกือบทุกคนในหมู่บ้านก้อด เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนาตนเองนี้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ พลังของชาวบ้านก้อดหลายร้อยคนคิดเป็นมูลค่าเงินนับแสนบาทที่เสียสละ ลงทุนลงแรงช่วยกันในงานต่างๆทุกงานทั้งก่อสร้าง บริจาควัสดุก่อสร้าง บริจาคเงินเข้ากองทุน ช่วยกันทำอาหารบริการในกิจกรรมต่างๆ ที่นักศึกษาจัดขึ้น หลายครั้งหลายหน นอกเหนือไปจากให้ที่พัก แบ่งปันข้าวปลาอาหาร ให้นักศึกษาได้กินอยู่ขณะฝึกงานโดยไม่เคยเอ่ยถึงมูลค่าหรือราคา ดูแลนักศึกษาเหมือนเป็นลูกหลานของฅนในชุมชนด้วยกันมาเป็นเวลาเกือบสองเดือนก่อนหน้า และยังช่วยกันบริจาควัตถุโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ กระบุง ตะกร้า คันไถ เฝือ คราด แอก อุปกรณ์ในการทำนา เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องมือปั่นด้าย กี่ทอผ้า หม้อ ไห จาน ชาม เตารีดตราไก่ ตะเกียงเจ้าพายุ และวัตถุทางวัฒนธรรมอื่นๆอีกรวมได้ประมาณ ๕๐๐ ชิ้น มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าชาวบ้านก้อดไม่แสดงบทบาทดังกล่าวมา คงไม่มีวันได้เปิดพิพิธภัณฑ์ ไม่มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ไม่มีรอยยิ้มและเสียงเพลงรำวง รอบแล้วรอบเล่าของคนเฒ่า พ่ออุ้ยแม่อุ้ย พ่อบ้านแม่บ้าน ในคืนวันนั้นอย่างแน่นอน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจ</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 16:25:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[ชุมชนบ้านก้อด แต่เดิม เป็นชุมชนเดียวกับ บ้านนาซาว เป็นศรัทธาวัดนาซาวด้วยกัน ต่อมาชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงแยกตัว ออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ และได้ตั้งอารามสงฆ์บ้านก้อด ขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านศาสนาของชุมชนแต่ผู้ฅนทั้งสองหมู่บ้าน ยังไปมาหาสู่ช่วยเหลือ งานและประกอบพิธีด้วยกัน ตามปกติ บ้านก้อดเป็นชุมชนจัดตั้งใหม่ ยังไม่มีศาสนวัตถุที่เก่าแก่เหมือนชุมชนบ้านนาซาว แต่มีพื้นที่ติดกับแหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร ์ที่มีความสำคัญ ซึ่งผู้นำชุมชนและชาวบ้านก้อดรับรู้และได้ขึ้นไปสำรวจมาแล้ว และเมื่อคราวที่พ่ออาจารย์หนานพหรม วงศ์สิริ และ พ่อหนานสอน อินวุธ ผู้ทรงคุณวุฒิชาวบ้านก้อด เคยไปร่วมกิจกรรมและช่วยอ่านธัมม์ใบลานที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี ผู้นำชุมชนบ้านก้อดสนใจ และประสงค์จะพัฒนาพิพิธภัณฑ์ฯ และ แหล่งโบราณคดี ดอยภูซาง ให้เป็นสถานที่สำคัญ เหมือนอย่างที่บ้านนาซาว มีพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี และที่บ้านสวกมีพิพิธภัณฑ์เตาโบราณกับพิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกแสนชื่น แต่แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง มีอายุเก่าแก่ถึง ๔,๐๐๐ &#8211; ๘,๐๐๐ ปี และไม่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ของชุมชนปัจจุบันเลยนั้น ออกจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากเกินไป ผมจึงคิดว่าน่าจะจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างทัศนคติ เชื่อมโยงเรื่องไกลต้วกับท้องถิ่น จึงให้นักศึกษาทำการศึกษาชุมชนดังที่ได้เคยกล่าวไว้ นักศึกษาได้ช่วยกันคิดช่วยกันจัดทำ กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ฅนในชุมชนเห็นความสำคัญของอดีต เช่น กิจกรรมสำนึกรักบ้านก้อด เวทีคนเฒ่า ฯลฯส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ ในด้านภูมิปัญญา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชุมชนบ้านก้อด แต่เดิม เป็นชุมชนเดียวกับ บ้านนาซาว เป็นศรัทธาวัดนาซาวด้วยกัน ต่อมาชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงแยกตัว ออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ และได้ตั้งอารามสงฆ์บ้านก้อด ขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านศาสนาของชุมชนแต่ผู้ฅนทั้งสองหมู่บ้าน ยังไปมาหาสู่ช่วยเหลือ งานและประกอบพิธีด้วยกัน ตามปกติ</p>
<p>บ้านก้อดเป็นชุมชนจัดตั้งใหม่ ยังไม่มีศาสนวัตถุที่เก่าแก่เหมือนชุมชนบ้านนาซาว แต่มีพื้นที่ติดกับแหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร ์ที่มีความสำคัญ ซึ่งผู้นำชุมชนและชาวบ้านก้อดรับรู้และได้ขึ้นไปสำรวจมาแล้ว และเมื่อคราวที่พ่ออาจารย์หนานพหรม วงศ์สิริ และ พ่อหนานสอน อินวุธ ผู้ทรงคุณวุฒิชาวบ้านก้อด เคยไปร่วมกิจกรรมและช่วยอ่านธัมม์ใบลานที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี ผู้นำชุมชนบ้านก้อดสนใจ และประสงค์จะพัฒนาพิพิธภัณฑ์ฯ และ แหล่งโบราณคดี ดอยภูซาง ให้เป็นสถานที่สำคัญ เหมือนอย่างที่บ้านนาซาว มีพิพิธภัณฑ์วัดบ้านนาซาวสามัคคี และที่บ้านสวกมีพิพิธภัณฑ์เตาโบราณกับพิพิธภัณฑ์เรือนบ้านสวกแสนชื่น</p>
<p>แต่แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง มีอายุเก่าแก่ถึง ๔,๐๐๐ &#8211; ๘,๐๐๐ ปี และไม่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ของชุมชนปัจจุบันเลยนั้น ออกจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากเกินไป ผมจึงคิดว่าน่าจะจัดให้มีกิจกรรมที่สร้างทัศนคติ เชื่อมโยงเรื่องไกลต้วกับท้องถิ่น</p>
<p>จึงให้นักศึกษาทำการศึกษาชุมชนดังที่ได้เคยกล่าวไว้ นักศึกษาได้ช่วยกันคิดช่วยกันจัดทำ กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ฅนในชุมชนเห็นความสำคัญของอดีต เช่น กิจกรรมสำนึกรักบ้านก้อด เวทีคนเฒ่า ฯลฯส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ ในด้านภูมิปัญญา และการสร้างงานศิลป หัตถกรรมและศิลปในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ เพื่อนำไปสู่การจัดพิพิธภัณฑ์ชุมชนร่วมกันต่อไป</p>
<p>พิพิธภัณฑ์บ้านก้อดสวรรค์ทันใจเกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมือของฅนในชุมชน เป็นพิพิธภัณฑ์วันเดียว จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของดอยภูซาง รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ซึ่งก็นับว่าเป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นภูมิปัญญาในการดำรงชีวิต อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของท้องถิ่น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">หมายเหต</span>ุ : คำว่า &#8216;ก้อดสวรรค์&#8217; ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น &#8216;ก้อดซาวหวัน&#8217; คำว่า &#8217;ซาว&#8217; คือ แม่น้ำซาว คำว่า &#8217;หวัน&#8217; แปลว่ามาบรรจบกัน &#8217;ก้อด-ซาว-หวัน&#8217; ก็คือ ลำน้ำก้อด กับ ลำน้ำซาว มาบรรจบกัน ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบ้านก้อด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิธีกรรมบวชดอยภูซาง</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 16:14:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=243</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่มีการศึกษาดอยภูซาง ผม และ ผู้นำชุมชน บ้านนาซาว บ้านดอนคีรี และ บ้านก้อดรวมทั้ง พระสงฆ์ปรึกษากัน หารูปแบบพิธิการเชิงสัญญลักษณ์ ในการปลูกจิตสำนึก สร้างความตระหนัก ในคุณค่าและความสำคัญของดอยภูซาง ในที่สุดตกลงกันว่า จะจัดพิธี &#8221;บวชดอย&#8221; ไปพร้อมๆกัน กับการเปิดพิพิธภัณฑ์ฯบ้านก้อดสวรรค์ทันใจ ผมขอให ้พระมหาสุทิศ เบ็ญมาศ นักศึกษา ปริญญาโทฯที่ไปฝึกงานและกำหนดรูปแบบ พิธีกรรมทางสงฆ์และพิธีธรรมพื้นบ้าน ร่วมกับพระครูปฎิภาณนันทสุนทร เจ้าคณะตำบลนาซาว และพ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริผู้นำพิธีธรรมชุมชนบ้านก้อด ซึ่งต่อมา ได้ไปปรึกษาท่านพระครูสิริธรรมภาณี เจ้าคณะจังหวัดน่าน ท่านทั้งสองได้กรุณา ให้การสนับสนุน กิจกรรมเป็นอย่างดี ทำให้การเตรียมการด้านพิธีธรรม ค่อนข้างราบรื่น ผมทำใบปลิวประชาสัมพันธ์ การบวชดอย และ การเปิดพิพิธภัณฑ์ฯ ให้นักศึกษานำไปแจก มูลนิธิฮักเมืองน่าน ศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน และ โรงพยาบาลน่าน ก็ได้ช่วยจัดพิมพ์เอกสาร เผยแพร่ และคุณหมอชาตรี เจริญศิริ ยังได้ช่วยนำข้อมูลไปประชาสัมพันธ์ ทางวิทยุ ทำให้ชาวน่านได้รับทราบข่าวอย่างรวดเร็ว บนดอยก่อนวันพิธี กลุ่มแม่บ้านส่วนหนึ่ง ขึ้นไปจัดเตรียมเรื่องอาหารการกิน อีกส่วนไปช่วยกันทำบายศรีเพื่อใช้ ในพิธีสู่ขวัญ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงที่มีการศึกษาดอยภูซาง ผม และ ผู้นำชุมชน บ้านนาซาว บ้านดอนคีรี และ บ้านก้อดรวมทั้ง พระสงฆ์ปรึกษากัน หารูปแบบพิธิการเชิงสัญญลักษณ์ ในการปลูกจิตสำนึก สร้างความตระหนัก ในคุณค่าและความสำคัญของดอยภูซาง ในที่สุดตกลงกันว่า จะจัดพิธี &#8221;บวชดอย&#8221; ไปพร้อมๆกัน กับการเปิดพิพิธภัณฑ์ฯบ้านก้อดสวรรค์ทันใจ</p>
<p>ผมขอให ้พระมหาสุทิศ เบ็ญมาศ นักศึกษา ปริญญาโทฯที่ไปฝึกงานและกำหนดรูปแบบ พิธีกรรมทางสงฆ์และพิธีธรรมพื้นบ้าน ร่วมกับพระครูปฎิภาณนันทสุนทร เจ้าคณะตำบลนาซาว และพ่ออาจารย์หนานพรหม วงศ์สิริผู้นำพิธีธรรมชุมชนบ้านก้อด</p>
<p>ซึ่งต่อมา ได้ไปปรึกษาท่านพระครูสิริธรรมภาณี เจ้าคณะจังหวัดน่าน ท่านทั้งสองได้กรุณา ให้การสนับสนุน กิจกรรมเป็นอย่างดี ทำให้การเตรียมการด้านพิธีธรรม ค่อนข้างราบรื่น</p>
<p>ผมทำใบปลิวประชาสัมพันธ์ การบวชดอย และ การเปิดพิพิธภัณฑ์ฯ ให้นักศึกษานำไปแจก มูลนิธิฮักเมืองน่าน ศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน และ โรงพยาบาลน่าน ก็ได้ช่วยจัดพิมพ์เอกสาร เผยแพร่ และคุณหมอชาตรี เจริญศิริ ยังได้ช่วยนำข้อมูลไปประชาสัมพันธ์ ทางวิทยุ ทำให้ชาวน่านได้รับทราบข่าวอย่างรวดเร็ว</p>
<p>บนดอยก่อนวันพิธี กลุ่มแม่บ้านส่วนหนึ่ง ขึ้นไปจัดเตรียมเรื่องอาหารการกิน อีกส่วนไปช่วยกันทำบายศรีเพื่อใช้ ในพิธีสู่ขวัญ กลุ่มของผู้ใหญ่ประเสริฐ ไชยวุฒิ และ ชาวบ้านดอนคีรี ได้ช่วยกัน จัดเตรียมสถานที่ สร้างห้องน้ำ จัดเตรียมน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค สร้างเต้นท์ และ ปะรำ มุงด้วยถืมตอง จัดเตรียมที่พักให้พระสงฆ์และจัดอาหาร สำหรับผู้เข้าร่วมพิธี ทั้งในตอนเย็น และ สำหรับตอนเช้าวันรุ่งขึ้น</p>
<p>กลับลงไปพื้นที่ราบบ้านก้อดฯ ชาวบ้านอีกส่วน กำลังจัดพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อให้พร้อมสำหรับพิธีเปิดในวันรุ่งขึ้น แม่บ้านอีกกลุ่ม สาละวนกับการจัดเตรียมอาหารเย็น และบางคนเริ่มทยอยกันเดินขึ้นดอย</p>
<p>ในส่วนพิธีสงฆ์ มีพระสงฆ์และสามเณร กรุณาขึ้นไปสวดพระพุทธมนต์เย็น และ ปักกลด อยู่กรรมปฎิบัติภาวนาบนดอย กับชาวบ้าน ในคืนนั้นด้วย</p>
<p>เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แม่บ้านฯบ้านก้อดหลายท่านที่ค้างคืนบนดอยรีบตื่นขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว เตรียมไว้ให้นักศึกษาและผู้ที่มาร่วมพิธีตักบาตร มีคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงเดินขึ้นดอยกันแต่เช้า</p>
<p>หลังจากตักบาตรแล้วก็ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ผู้ที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน งานนี้นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ท่านพระครูสิริธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เจ้าคณะอำเภอเมืองน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์</p>
<p>นอกจากเจ้าภาพร่วมแล้วยังมีคนสำคัญในภาครัฐให้เกียรติไปร่วมงาน เช่น คุณนรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมการพัฒนาวิทยากรชุมขนและการพัฒนาดอยภูซาง มีอาจารย์สมเดช อภิชยะกุล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน คุณสมบูรณ์ จิณะแสน พัฒนากรจังหวัดน่าน คุณเพ็ญ อินวุฒิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว ปลัดอาวุโสเมืองน่าน ประธานสภาและคณะกรรมการวัฒนธรรมอำเภอและตำบลในจังหวัดน่าน สมาชิกสภาจังหวัดน่านเขตอำเภอเมืองน่าน หัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ฯลฯ ขึ้นดอยไปชมกิจกรรมนี้ด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางสู่…แหล่งเรียนรู้ดอยภูซาง</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 16:06:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=239</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มจากที่ชาวบ้านชุมชนบ้านดอนคีรี ต้องการจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการอดีต ระยะแรกคิดว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้าน แต่ก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไปหลายทาง ว่าควรจะสร้างหรือไม่ ฅนเฒ่าหลายฅนอยากสร้างพิพิธภัณฑ์แบบที่วัดนาซาว แต่ติดที่บ้านดอนคีรีไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน หากจะไปสร้างไว้ที่ศูนย์ประชุมของหมู่บ้าน ก็เกรงว่าจะไม่มีใครดูแล เพราะอยู่นอกหมู่บ้าน ปกติก็จะใช้ประชุมกันเดือนละครั้งเท่านั้น จากการประชุมร่วมกันกับชาวบ้านดอนคีรี ผู้ใหญ่ประเสริฐ ไชยวุฒิ อุ๊ยเป็ง คำเบ้า และ นายอรุณ ปัญญาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับสมาชิก อบต. ้ให้ข้อมูลและความคิดเห็นว่าบ้านดอนคีรีเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ขณะนั้นชุมชนบ้านก้อด กำลังมีภาระ ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดฯ จึงยังไม่มีทั้งกำลังคนและงบประมาณพอที่จะใช้จัดการพัฒนาบนดอยได้ในช่วงนั้น ชุมชนบ้านดอนคีรีมีความพร้อมในการเข้าไปมีบทบาทจัดการ เชิงพัฒนามากกว่า และตกลงว่าเริ่มจากการทำเส้นทางบริเวณชายขอบของพื้นที่ไร่ ของผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ขัดข้อง เนื่องจากเป็นเพียงเส้นทางลำลองขึ้นไปบนดอย หลังจากนั้นจึงสร้างอาคารศูนย์เรียนรู้ มีการยกเสาเอก โดยมี พระครูปฎิภาณนันทสุนทร(ตุ๊เจ้าคำ)เจ้าอาวาสวัดสะไมย์ และเจ้าคณะตำบลนาซาว เป็นประธานและประกอบพิธี ชาวบ้านดอนคีรียังได้บริจาคเสาไม้เก่าที่ยังมีสภาพดีให้ มีอาสาสมัครแรงงานชาวบ้านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ขึ้นไปก่อสร้างวันละ ๒๐ &#8211; ๓๐ คน มีกลุ่มแม่บ้านคอยหุงหาอาหาร สำหรับผู้ปฎิบัติงานทั้งหมด รวมทั้งอำนวยความสะดวกจัดรถขนน้ำดื่มน้ำใช้ และยังได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจาก อบต.จังหวัดน่าน และโครงการโบราณคดีชุมชนเพื่อคนเมืองน่าน (รางวัลทุนสนับสนุนจากบริษัทฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ ประเทศไทย) กลุ่มเยาวชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เริ่มจากที่ชาวบ้านชุมชนบ้านดอนคีรี ต้องการจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการอดีต ระยะแรกคิดว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้าน แต่ก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไปหลายทาง ว่าควรจะสร้างหรือไม่ ฅนเฒ่าหลายฅนอยากสร้างพิพิธภัณฑ์แบบที่วัดนาซาว แต่ติดที่บ้านดอนคีรีไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน หากจะไปสร้างไว้ที่ศูนย์ประชุมของหมู่บ้าน ก็เกรงว่าจะไม่มีใครดูแล เพราะอยู่นอกหมู่บ้าน ปกติก็จะใช้ประชุมกันเดือนละครั้งเท่านั้น</p>
<p>จากการประชุมร่วมกันกับชาวบ้านดอนคีรี ผู้ใหญ่ประเสริฐ ไชยวุฒิ อุ๊ยเป็ง คำเบ้า และ นายอรุณ ปัญญาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับสมาชิก อบต. ้ให้ข้อมูลและความคิดเห็นว่าบ้านดอนคีรีเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งโบราณคดีดอยภูซาง ขณะนั้นชุมชนบ้านก้อด กำลังมีภาระ ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์บ้านก้อดฯ จึงยังไม่มีทั้งกำลังคนและงบประมาณพอที่จะใช้จัดการพัฒนาบนดอยได้ในช่วงนั้น</p>
<p>ชุมชนบ้านดอนคีรีมีความพร้อมในการเข้าไปมีบทบาทจัดการ เชิงพัฒนามากกว่า และตกลงว่าเริ่มจากการทำเส้นทางบริเวณชายขอบของพื้นที่ไร่ ของผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ขัดข้อง เนื่องจากเป็นเพียงเส้นทางลำลองขึ้นไปบนดอย หลังจากนั้นจึงสร้างอาคารศูนย์เรียนรู้ มีการยกเสาเอก โดยมี พระครูปฎิภาณนันทสุนทร(ตุ๊เจ้าคำ)เจ้าอาวาสวัดสะไมย์ และเจ้าคณะตำบลนาซาว เป็นประธานและประกอบพิธี</p>
<p>ชาวบ้านดอนคีรียังได้บริจาคเสาไม้เก่าที่ยังมีสภาพดีให้ มีอาสาสมัครแรงงานชาวบ้านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ขึ้นไปก่อสร้างวันละ ๒๐ &#8211; ๓๐ คน มีกลุ่มแม่บ้านคอยหุงหาอาหาร สำหรับผู้ปฎิบัติงานทั้งหมด รวมทั้งอำนวยความสะดวกจัดรถขนน้ำดื่มน้ำใช้ และยังได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจาก อบต.จังหวัดน่าน และโครงการโบราณคดีชุมชนเพื่อคนเมืองน่าน (รางวัลทุนสนับสนุนจากบริษัทฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ ประเทศไทย)</p>
<p>กลุ่มเยาวชน &#8211; กลุ่มพ่อบ้าน &#8211; กลุ่มแม่บ้าน จากชุมชนบ้านดอนคีรีที่มาช่วยกัน สร้างที่พักริมทาง บอร์ดแสดงนิทรรศการ และทำทางเดินขึ้นสู่ดอยภูซาง หลังจากนี้ยังมีการจัดพิธีบวชดอยภูซาง ทำความตกลงร่วมกันที่ไม่ทำลายป่า และ รักษาทรัพยากรธรรมชาติบนดอย รวมทั้งแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โบราณคดีชุมชนที่บ้านเวียงบัว</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7-2</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7-2#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 15:40:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[การขุดค้น เตาเผาโบราณที่พะเยาในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดหมาย เมื่ออาจารย์ปัทมา สมิตะศิริจากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสนเทศพะเยา เชิญไปพูดเรื่องโบราณคดีชุมชน และการขุดค้นเตาโบราณที่บ้านสวกให้ชาวบ้านจากชุมชนเวียงบัวฟัง เนื่องจากชาวบ้านเวียงบัวกลุ่มหนึ่งได้ไปดูงานการจัดการ พิพิธภัณฑ์เตาโบราณ บ้านจ่ามนัส พิพิธภัณฑ์ที่วัดนาซาว จังหวัดน่านแล้วสนใจ อยากจะพัฒนาแหล่งเตาโบราณที่บ้านเวียงบัวบ้า การขุดค้นศึกษาแบบโบราณคดีชุมชนที่บ้านเวียงบัว จ.พะเยา จึงเกิดขึ้นอีกในเดือนมีนาคม &#8211; เมษายน ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ โชคดีมาก ที่ผมและนักศึกษาฝึกงานพัฒนาชุมชน ได้พบครอบครัวเจ้าของที่ดินที่ตั้งของเตาเผาโบราณ คือ &#8217;พ่อจัน&#8217; คุณจันทร์ เฉพาะธรรม และ &#8217;พ่ออุ๊ยแต๋ง&#8217; คุณแต๋ง เครือวัลย์ ที่ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เสียสละและมีน้ำใจเหมือนกับครอบครัวของจ่ามนัส ที่จังหวัดน่าน จึงทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ชาวบ้านได้ช่วยกันจัดการดูแลทำความสะอาดเตาเผาโบราณ จัดเป็น พิพิธภัณฑ์ประจำหลุมขุดค้น (site museum)และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี่โดยท่านเจ้าของที่ดิน นอกจากนั้นเศษผลิตภัณฑ์ภาชนะโบราณแตกหักที่พบในการขุดค้น ซึ่งก็คือ โบราณวัตถุ ก็มีลวดลายที่มีความโดดเด่น แตกต่างจากแหล่งเตาอื่นๆในประเทศไทย รายงานการขุดค้นแหล่งเตาโบราณที่บ้านเวียงบัว ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน (ปี๒๕๔๘) นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไปฝึกภาคปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์และพัฒนาชุมชนที่บ้านเวียงบัว หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมกับชาวบ้านขุดค้นศึกษาและพัฒนา พิพิธภัณฑ์แหล่งเตาเผา เครื่องถ้วยชามสมัยโบราณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<p>การขุดค้น เตาเผาโบราณที่พะเยาในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดหมาย เมื่ออาจารย์ปัทมา สมิตะศิริจากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสนเทศพะเยา เชิญไปพูดเรื่องโบราณคดีชุมชน และการขุดค้นเตาโบราณที่บ้านสวกให้ชาวบ้านจากชุมชนเวียงบัวฟัง เนื่องจากชาวบ้านเวียงบัวกลุ่มหนึ่งได้ไปดูงานการจัดการ พิพิธภัณฑ์เตาโบราณ บ้านจ่ามนัส พิพิธภัณฑ์ที่วัดนาซาว จังหวัดน่านแล้วสนใจ อยากจะพัฒนาแหล่งเตาโบราณที่บ้านเวียงบัวบ้า</p>
<p>การขุดค้นศึกษาแบบโบราณคดีชุมชนที่บ้านเวียงบัว จ.พะเยา จึงเกิดขึ้นอีกในเดือนมีนาคม &#8211; เมษายน ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ โชคดีมาก ที่ผมและนักศึกษาฝึกงานพัฒนาชุมชน ได้พบครอบครัวเจ้าของที่ดินที่ตั้งของเตาเผาโบราณ คือ &#8217;พ่อจัน&#8217; คุณจันทร์ เฉพาะธรรม และ &#8217;พ่ออุ๊ยแต๋ง&#8217; คุณแต๋ง เครือวัลย์ ที่ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เสียสละและมีน้ำใจเหมือนกับครอบครัวของจ่ามนัส ที่จังหวัดน่าน จึงทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ชาวบ้านได้ช่วยกันจัดการดูแลทำความสะอาดเตาเผาโบราณ จัดเป็น พิพิธภัณฑ์ประจำหลุมขุดค้น (site museum)และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี่โดยท่านเจ้าของที่ดิน</p>
<p>นอกจากนั้นเศษผลิตภัณฑ์ภาชนะโบราณแตกหักที่พบในการขุดค้น ซึ่งก็คือ โบราณวัตถุ ก็มีลวดลายที่มีความโดดเด่น แตกต่างจากแหล่งเตาอื่นๆในประเทศไทย</p>
<p>รายงานการขุดค้นแหล่งเตาโบราณที่บ้านเวียงบัว</p>
<p>ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน (ปี๒๕๔๘) นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไปฝึกภาคปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์และพัฒนาชุมชนที่บ้านเวียงบัว หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา</p>
<p>กิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมกับชาวบ้านขุดค้นศึกษาและพัฒนา พิพิธภัณฑ์แหล่งเตาเผา เครื่องถ้วยชามสมัยโบราณ ในลุ่มน้ำห้วยแม่ต๋ำ ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญทางด้านใต้ของกว๊านพะเยา</p>
<p>ย้อนหลังไปเกือบ ๒๐ ปีก่อน สมัยที่ผู้เขียน ทำงานอยู่กรมศิลปากร เคยไปสำรวจแหล่งเตาเผา เครื่องถ้วยชามและเมืองโบราณ ที่มีคูเมือง กำแพงเมืองล้อมรอบ ในพื้นที่แถบนี้มาก่อน แต่ไม่มีโอกาสได้ขุดค้น ปัจจุบันผู้เขียนย้ายไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังศึกษา เรื่องเครื่องถ้วยชามโบราณเสมอ แล้วก็บังเอิญมีโอกาสเข้าไปศึกษาและขุดค้น แหล่งเตาเวียงบัวโดยไม่ได้คาดคิด</p>
<p>เมื่ออาจารย์ปัทมา สมิตะศิริ แห่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา หัวหน้าโครงการศึกษาวิจัยฯ เพื่อส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยงเชิงนิเวศ ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่ได้รับการสนันสนุนทุนวิจัยจาก สกว. เชิญผู้เขียนไปพูด เรื่องโบราณคดีชุมชน และ การขุดค้นศึกษาพัฒนาแหล่งเตาโบราณ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ที่ได้ทำที่ บ้านสวกพัฒนา อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้ชาวบ้านเวียงบัวฟัง</p>
<p>ชาวบ้านเวียงบัวกลุ่มหนึ่ง ที่ไปดูงานการจัดการพิพิธภัณฑ์เตาโบราณ และ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ที่บ้านบ่อสวก และ บ้านนาซาว จังหวัดน่าน ชาวบ้านเวียงบัว และ นักวิจัย ในโครงการของอาจารย์ปัทมา สนใจจะพัฒนาแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยชาม รวมทั้ง เมืองโบราณเวียงบัว ให้เป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หลังจากขออนุญาตกรมศิลปากรแล้ว การขุดค้นศึกษาจึงเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม &#8211; เมษายน ๒๕๔๘ ตามวิธีการแบบโบราณคดีชุมชน</p>
<p>การขุดค้นศึกษาครั้งนี้ นอกจากได้พัฒนาศักยภาพและความเชื่อมั่น ในการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีของชาวบ้านเวียงบัวแล้ว ยังพบหลักฐานใหม่ ในรูปของหลักฐานทางโบราณคดีที่มีความสำคัญ ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคโบราณของอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับยุคสมัย ของวีรบุรุษในตำนาน ที่รู้จักกันในนาม &#8216;ท้าวฮุ่ง&#8217; &#8216;ขุนเจือง&#8217; หรือ &#8216;พญาเจือง&#8217; อีกด้วย</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a7-2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โบราณวัตถุ</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/228</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/228#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 15:31:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=228</guid>
		<description><![CDATA[วิทยาการเตาเผา ( Kiln Technology ) เตาลูกที่ขุดเปิดให้เห็นโครงสร้างทั้งหมด มีความยาว ๕.๑๕ เมตร กว้าง ๑.๙๐-๒.๐๐ เมตร ปล่องสูง ๑.๖๕ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางปล่อง ๔๐-๔๕ เซนติเมตร พื้นเตาเป็นดินอัดเรียบ ยาทับด้วยดินเหนียว มีกำแพงกันไฟสูง ๓๕ เซนติเมตร ห้องไฟยาว ๒.๑๐ เมตร กินพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวเตาทั้งหมด ลักษณะเตาเผา เป็นเตาแบบล้านนา ( Lanna Kiln Type ) โครงสร้างดินก่อฝังอยู่ในเนินดินถม สภาพค่อนข้างดี จำนวน ๓ เตา ในบริเวณแรกพบ ๑ เตา มีขนาดยาวประมาณ ๕ เมตร กว้าง ๒ เมตร และ ในบริเวณที่ ๒ ขุดพบเตาเผา ตั้งอยู่ในเนินดินเดียวกัน จำนวน ๒ เตา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิทยาการเตาเผา ( Kiln Technology )</strong> เตาลูกที่ขุดเปิดให้เห็นโครงสร้างทั้งหมด มีความยาว ๕.๑๕ เมตร กว้าง ๑.๙๐-๒.๐๐ เมตร ปล่องสูง ๑.๖๕ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางปล่อง ๔๐-๔๕ เซนติเมตร พื้นเตาเป็นดินอัดเรียบ ยาทับด้วยดินเหนียว มีกำแพงกันไฟสูง ๓๕ เซนติเมตร ห้องไฟยาว ๒.๑๐ เมตร กินพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวเตาทั้งหมด</p>
<p>ลักษณะเตาเผา เป็นเตาแบบล้านนา ( Lanna Kiln Type ) โครงสร้างดินก่อฝังอยู่ในเนินดินถม สภาพค่อนข้างดี จำนวน ๓ เตา ในบริเวณแรกพบ ๑ เตา มีขนาดยาวประมาณ ๕ เมตร กว้าง ๒ เมตร และ ในบริเวณที่ ๒ ขุดพบเตาเผา ตั้งอยู่ในเนินดินเดียวกัน จำนวน ๒ เตา ( เตาคู่ )</p>
<p>ที่น่าสนใจ คือ เตาเผาที่ขุดพบ มีช่องใส่ไฟ ค่อนข้างแคบและเตี้ย จนคนไม่สามารถลอดเข้าไปได้ การลำเลียงเครื่องถ้วยชาม เข้าไปตั้งในเตา และการนำถ้วยชามที่เผาสุกแล้วออกจากเตา จึงใช้วิธีเจาะเปิดหลังคาเตา และ ใช้ดินโบกปิดทับ เมื่อจะเผาแต่ละครั้ง ทำเช่นนี้สลับกันไป</p>
<p>นอกจากนี้ ยังพบว่า เตาเผาที่นี่ เป็นเตาดินก่อที่ต้องมีฉนวนดินถมทับ เพื่อช่วยเก็บความร้อนและเป็นฐาน เสริมความแข็งแรงของตัวเตา มีการนำดินลักษณะคล้ายปูนสีขาว เนื้อละเอียด มีส่วนประกอบหลักเป็นเม็ดดิน แข็งๆ คล้ายแมงกานีส มาถมทับบริเวณหลังคาเตา คอเตา และ รอบปล่องเตาทั้งหมด ซึ่งหลักฐานโครงสร้างเตาในลักษณะนี้ ไม่เคยพบมาก่อน</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ : เครื่องถ้วยชาม<br />
( Ceramic ProductS ) มีทั้งชาม จาน และถ้วยในกลุ่มที่เรียกว่า &#8216;ชามตะไล&#8217; และ &#8216;ถ้วยตะไล&#8217; รูปทรงจาน ชามปากกว้าง ก้นกว้าง มีขอบฐานเตี้ยๆที่ขอบปากด้านใน มีสันขอบปากม้วนกลมลักษณะเดียวกับที่เรียกว่า &#8216;ชามมอญ&#8217; ที่พบในแหล่งเตาเชลียงที่เมืองศรีสัชนาลัย ชนิดเนื้อแกร่ง เคลือบผิวสวยงาม ( glazed stoneware ) สีเคลือบส่วนมาก เป็นสีเขียวโทนต่างๆ อ่อนบ้าง แก่บ้าง และ มีที่เคลือบสีเหลือง สีขาวนวล เนื้อดินปั้นส่วนมากเป็นดินสีดำ แต่ก็พบถ้วยชามที่มีเนื้อดินสีขาว สีขาวนวลปะปนอยู่มาก ชาม และจานส่วนใหญ่เคลือบผิวเฉพาะด้านใน</p>
<p>ในกลุ่มถ้วยชามเนื้อดินสีดำ หรือ สีคล้ำ มักทาน้ำดินสีขาว ( white slip/ engobe ) เพื่อรองพื้นชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงทำลวดลาย แล้วเคลือบสีทับ</p>
<p>มีหลักฐานยืนยันว่า การผลิตเครื่องถ้วยชามในแหล่งเตาเวียงบัว คงมีการเผา ๒ ครั้ง โดยครั้งแรก ทำการเผา &#8216; บิสกิต &#8216; ( biscuit firing ) คือ เอาถ้วยชามที่ปั้นตากแห้งแล้วมาทาน้ำดินสีขาว ทำลวดลาย แล้วเอาเข้าเผาครั้งหนึ่ง เมื่อสุกจะได้ผลิตภัณฑที่มี์เนื้อดินไม่แกร่งมาก มีสีแดง คัดใบที่สภาพดี ไปชุบน้ำเคลือบสีเฉพาะด้านใน เช็ดปาดน้ำเคลือบที่ขอบปากออก แล้วเอาเข้าเผาเคลือบอีกรอบหนึ่ง คราวนี้จะได้ผลิตภัณฑ์เคลือบเนื้อแกร่งมาก</p>
<p>น่าสังเกตว่า ตามที่ลาดชายเนินดินที่ตั้งเตาเผา มีเศษเครื่องถ้วยชามที่บิดเบี้ยว แตกหักเสียหายทับถมอยู่เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ในการเผาแต่ละครั้งมีของเสียมาก การขุดค้นบริเวณเตาเก๊ามะเฟือง ในที่ดินของพ่อจัน ได้พบเครื่องถ้วยขามที่เสียหายบิดเบี้ยวและแตกหัก ถูกทิ้งเป็นกองขนาดใหญ่กินบริเวณกว้าง คณะขุดค้นได้คงสภาพเศษถ้วยชาม ไว้ในตำแหน่งที่พบ ( in-situ objects ) มิได้นำขึ้นจากหลุม และ ได้สร้างหลังคาคลุมพื้นที่ขุดค้น ทำเป็นพิพิธภัณฑ์หลุมขุดค้นทางโบราณคดี ( Site Museum ) ไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดี และ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว</p>
<p>ในแง่ความโดดเด่นของแหล่งเตาเวียงบัว ( Site Identity ) พบว่า เอกลักษณ์เฉพาะตัวของแหล่งเตานี้ คือ ลวดลายที่เกิดจากการใช้แม่พิมพ์กดลาย ( stamped &#8211; seal ) รูปแบบต่างๆ ทำลวดลายลงตรงกลางชามด้านใน ก่อนเคลือบทับ</p>
<p>ลายสำคัญที่พบ ได้แก่ ปลาคู่ สิงห์ ช้าง ดวงอาทิตย์ ก้านขด ลายก้านขดผสมลายปลา ลายนกยูง ฯลฯ ซึ่งเป็นลวดลายแบบพิเศษที่ไม่เคยพบ ในเครื่องถ้วยชามของแหล่งเตาอื่นๆในประเทศไทยมาก่อน</p>
<p>ส่วนวิธีการบรรจุเรียงเครื่องถ้วยชามในเตาเผา พบว่า ที่แหล่งเตาเวียงบัว ใช้เทคนิคการวางถ้วยชามซ้อนกันในลักษณะปากประกบปาก-ก้นซ้อนก้น มีแผ่นรองรูปจานแบน ( disc support ) รองรับอยู่ชั้นล่างสุด<br />
เปรียบเทียบแหล่งเตาเวียงบัว กับ แหล่งเตาอื่นๆในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากรูปแบบถ้วยชาม ลักษณะการเคลือบ และ เทคนิคการตั้งเรียงในเตาเผา อุปกรณ์ที่ใช้กระบวนการผลิต และรูปแบบเตาเผาในแหล่งเตาเวียงบัวแล้ว ในชั้นต้นพบว่ามีความคล้ายคลึง และ หลายอย่างเหมือนกับกับหลักฐานที่พบในแหล่งเตาเชลียง ที่เมืองศรีสัชนาลัย ( เริ่มกิจการประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ) แหล่งเตาเมืองน่านบ้านบ่อสวก ( เริ่มกิจการประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ &#8211; ๑๙ ) แหล่งเตาสันกำแพง ( เริ่มกิจการประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ &#8211; ๒๐ )</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า แหล่งเตาทั้งหมดนี้เป็นของกลุ่มคนที่เป็นเครือญาติ ในสายโคตรวงศ์เดียวกัน ส่วนจะเป็น ไท ลาว ขอม มอญ ลัวะ คงบอกได้ยาก เพราะสายพันธ์ผสมปนเปกันมาก แต่ก็คงไม่หนีไปจากคนในกลุ่มชาติพันธ์เหล่านี้</p>
<p>ข้อแตกต่างสำคัญที่แหล่งเตาเวียงบัว มี และ ไม่มี เช่นที่พบในแหล่งเตาอื่นๆ ทั้งสามแห่งดังกล่าว ก็คือ แหล่งเตาเวียงบัว ไม่พบผลิตภัณฑ์ที่มีการขีดเขียนตัวอักษร หรือ ตัวเลขภาษาไทย หรือ ภาษาใด เหมือนเช่นที่พบในแหล่งเตาเมืองน่าน แหล่งเตาเชลียงที่ศรีสัชนาลัย และ แหล่งเตาสันกำแพง</p>
<p>ไม่พบเศษเครื่องถ้วยจีน หรือ เศษเครื่องถ้วยของแหล่งเตาล้านนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยเวียงกาหลง วังเหนือ เครื่องถ้วยเตาพาน ที่อยู่ไม่ไกลจากพะเยา รวมทั้งไม่พบเศษเครื่องถ้วยชามเชลียงและสังคโลก ที่ผลิตส่งออกขายทั่วไปตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗</p>
<p>แม้ว่าผลิตภัณฑ์ประเภทชาม / จาน ในกลุ่ม &#8216; ตะไล&#8217; หรือ &#8216; ทะไล &#8216; ของแหล่งเตาเวียงบัวจะเหมือนกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม &#8216; ชามมอญ&#8217; ของแหล่งเตาเชลียง ศรีสัชนาลัย และแหล่งเตาสันกำแพง และมีส่วนคล้ายคลึงกับชาม / จาน ของแหล่งเตาเมืองน่าน แต่ชาม / จานของแหล่งเตาเวียงบัว มีลวดลายกดประทับจากตรา ในแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่เคยพบในแหล่งเตาอื่นๆมาก่อน เช่น ลายสิงห์ ช้าง นกยูง ปลา ลายชุดก้านขด ลายก้นหอย ลายดวงอาทิตย์ ลายแกะสลักฟันปลาผสมลวดลายอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก</p>
<p>ลวดลายดังกล่าว สื่อให้เห็นถึงความรู้ที่ลึกซึ้งในเชิงปรัชญาเกี่ยวกับจักรวาลและธรรมชาติ ของช่างปั้นหม้อในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ยังไม่เห็นร่องรอยที่ชัดเจนเกี่ยวกับพุทธศาสนา ปรากฎในผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของแห่งเตาเวียงบัวแต่อย่างใด ชวนให้เชื่อได้ว่า แหล่งเตาเวียงบัวที่ขุดค้นพบ มีมา ก่อนที่บ้านเมืองรอบกว๊านพะเยาจะรับนับถือพุทธศาสนา</p>
<p>แหล่งเตาเวียงบัว มีอายุมากกว่า ๘๐๐ ปี มีมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ในการขุดค้น พบถ่านไม้ที่เหลือจากการเผาครั้งสุดท้ายของเตาเผา บริเวณเก๊ามะเฟืองพบกระดูกสัตว์ชิ้นใหญ่ ฝังอยู่ในชั้นดินที่ถมเป็นโครงสร้างเตาเผา จึงได้เก็บไว้เป็นตัวอย่างสำหรับส่งไปวิเคราะห์กำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน- ๑๔ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะรู้ว่า เตาลูกนั้นสร้างและใช้งานเมื่อกี่ร้อยปีมาแล้ว</p>
<p>จากประสบการณ์ที่ผู้เขียน ขุดค้นศึกษาแหล่งเตาผลิตเครื่องถ้วยชามสมัยโบราณในประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา ๒๐ กว่าปี ทำให้เชื่อมั่นว่า เตาเผาและเครื่องถ้วยชามในแหล่งเตาเวียงบัว น่าจะมีอายุเก่าแก่พอๆกับแหล่งเตาเชลียงเมืองศรีสัชนาลัย ที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ &#8211; ๑๗ อาจจะเก่าก่อนแหล่งเตาเมืองน่าน ก่อนแหล่งเตาเวียงกาหลง ก่อนแหล่งเตาสันกำแพง และ แหล่งเตาอื่นๆในล้านนา</p>
<p>ในแหล่งเตาเวียงบัว ไม่พบร่องรอย &#8216; ภาษาไทย &#8216; (อายุภาษาไทยเกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ) หรือ อักษรในตระกูลอื่นใดบนผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยชาม และ ไม่พบร่องรอยเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ชัดเจน ดังเช่นที่พบเป็นจำนวนมากในแหล่งเตาอื่นๆ ทั้งใน ล้านนา ภาคอีสาน ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย เมืองสุพรรณบุรี มักพบเศษเครื่องถ้วยชามของจีน เวียดนาม หรือไม่ก็เศษเครื่องถ้วยชามเขมร ที่มีการผลิตมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ โดยเฉพาะในแหล่งเตาที่ศรีสัชนาลัย แหล่งเตาสุพรรณบุรี พบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้ง และสมัยราชวงศ์หยวน ปะปนอยู่ในกองขยะเตา ที่แหล่งเตาเมืองน่านก็พบเศษเครื่องถ้วยสีเขียว สมัยราชวงศ์สุ้ง อยู่ในแหล่งเตาด้วย</p>
<p>แต่ที่แหล่งเตาเวียงบัว ไม่พบเศษเครื่องถ้วยจีน หรือ เครื่องถ้วยของแหล่งเตาอื่นๆแต่อย่างใด</p>
<p>ปรากฎการณ์เช่นนี้ ชวนให้คิดไปได้สองทาง คือ แหล่งเตาเวียงบัว เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองอื่นๆ จึงไม่ได้ติดต่อค้าขาย หรือ ซื้อถ้วยชามจากบ้านเมืองอื่นมาใช้ ซึ่งข้อคิดในแนวทางนี้เป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่พะเยา ไม่ได้เร้นลับห่างไกลเสียจนไม่สามารถติดต่อกับบ้านเมืองอื่นๆได้ และก็มีหลักฐานทางโบราณคดี ยืนยันว่าเคยมีกลุ่มคนที่ใช้เครื่องมือหิน อย่างสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่อาศัยในบริเวณรอบกว๊านพะเยา มาตั้งแต่เมื่อสองสามพันปีก่อน</p>
<p>ทางที่สอง คือ แหล่งเตาที่เวียงบัว เกิดขึ้นก่อนแหล่งเตาอื่นๆในล้านนา อาจเกิดในระยะเดียวกับการเริ่มกิจการผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบที่เมืองเชลียง เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ &#8211; ๑๗ และเป็นเทคนิควิทยาการที่คิดค้นขึ้นอย่างอิสระของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากวิทยาการจีน เวียดนาม หรือ ขอม ในกัมพูชา โดยตรง ทั้งนี้ ผู้เขียนมีความคิด ความเชื่อเอนเอียงไปในทางที่สองมากกว่าทางแรก</p>
<p>ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ จากสมมติฐานที่ว่า แหล่งเตาเวียงบัว อาจมีมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ชวนให้ผู้เขียนคิดไปถึงวีรบุรุษคนสำคัญในประวัติศาสตร์ ยุคโบราณของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง ในลุ่มแม่น้ำกก อิง และ กว๊านพะเยา คือ <strong>พญาเจือง</strong> หรือ <strong>ท้าวฮุ่ง </strong>หรือ <strong>ขุนเจือง</strong> ที่ปรากฎเป็นตำนานมหาบุรุษ ในมหากาพย์โคลงโบราณ ๕,๐๐๐ บท และเล่าขานสืบทอดกันมาหลายสำนวนหลายชื่อ</p>
<p>พญาเจือง ท้าวฮุ่ง หรือ ขุนเจือง เกี่ยวข้องอะไรกับแหล่งเตาเวียงบัว? ที่ผ่านมา เรารับรู้เรื่องท้าวฮุ่ง แค่ในฐานะวีรบุรุษในตำนาน ที่ไม่รู้แน่ว่าเคยมีตัวตนจริงหรือไม่ และหากมีจริงก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนแน่ เพราะดูเหมือนท่านเป็นวีรบุรุษและบรรพบุรุษของผู้คนหลายบ้านหลายเมือง ในย่านอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งในสยาม ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ และ พม่า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าท้าวฮุ่งมีตัวตนจริงๆอยู่เมื่อไร และ มีวัตถุพยานอะไรในสมัยนั้น หลงเหลือเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง</p>
<p><strong>จิตร ภูมิศักดิ์</strong></p>
<p>เป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่ระบุว่า ท้าวฮุ่ง มีอายุอยู่เมื่อ พ.ศ. ๑๖๖๕ &#8211; ๑๗๓๕ และ นำเสนอภาพของขุนเจือง ได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนกับตัวนายทัพของ &#8216; เสียมกุก &#8216; หรือ &#8216; สฺยํมฺกุ &#8216; ที่ยืนถือคันธนูอยู่บนหลังช้าง ในภาพกองทัพที่แกะสลักไว้บนผนังปราสาทนครวัด เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ( พ.ศ.๑๖๕๐ &#8211; ๑๗๐๐ ) และเชื่อว่ากองทัพ &#8216;เสียมกุก&#8217; ของขุนเจืองนั้น ไปจากอาณาจักรเงินยาง ย่านเชียงราย-พะเยา</p>
<p>ผู้เขียนอ่านหนังสือเรื่อง &#8216; ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และ ขอม และ สัญญลักษณ์ทางสังคมของชื่อชนชาติ &#8216; ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอมของจิตร ภูมิศักดิ์หลายรอบ ถึงบทที่ว่าด้วยเรื่องนี่เสียมกุก! แล้วก็เห็นดีเห็นงามไปตามที่จิตร ภูมิศักดิ์ ได้วิเคราะห์ถึงความเป็นพญาเจืองของตัวนายทัพในภาพสลักได้อย่างน่าพิศวง</p>
<p>รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ก็เชื่อว่า ขุนเจือง เป็นบรรพกษัตริย์ของบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำกก-อิง หรือ เชียงราย-พะเยา ขุนเจืองเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่มีอายุอยู่ในห้วงเวลาก่อนหน้ายุคสมัยพญามังรายประมาณ ๔ ชั่วคน หรือ ประมาณ ๒๐๐ ปี (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ) ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ แห่งนครวัด สอดคล้องเป็นอันดีกับข้อสรุปของจิตร ภูมิศักดิ์</p>
<p>ผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องกับผู้รู้ทั้งสองท่านที่อ้างถึง และยังเชื่ออีกว่า ขุนเจืองนั้นเป็นต้นโคตรของราชวงศ์มังรายแห่งล้านนา เป็นต้นโคตรของราชวงศ์พระร่วงที่ไปเป็นใหญ่มีอำนาจที่ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย รวมทั้งเป็นต้นโคตรของราชวงศ์กษัตริย์ที่เมืองน่านด้วย</p>
<p>แล้วถ้าเชื่อว่า ขุนเจืองเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเงินยาง ในย่านพะเยา-เชียงราย มีอำนาจบารมีแผ่ไพศาลไปในย่านอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในห้วง พ.ศ. ๑๖๖๕ &#8211; ๑๗๓๕ หรือ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ในขณะที่แหล่งเตาเวียงบัว ที่ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ก็ทำการผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบ เนื้อแกร่งอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ &#8211; ๑๘ ดังนั้น แหล่งเตาเวียงบัว ก็อยู่ในยุคสมัยของขุนเจืองนั่นเอง</p>
<p>นี่คือความเกี่ยวข้องของขุนเจืองกับแหล่งเตาเวียงบัวในลำดับแรกสุด ที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมาก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สมมติฐานเรื่อง แหล่งเตาเวียงบัวที่พะเยา อยู่ในสมัยขุนเจือง จะเป็นไปได้หรือไม่ได้ น่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ คงจะสรุปลงไม่ได้ในตอนนี้ เป็นเพียงการจุดประกายคำถาม ที่ขอให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์โบราณคดี ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาคำตอบให้ลึกซึ้งมากกว่านี้</p>
<p><strong>โครงการโบราณคดีชุมชน : Thailand Community Archaeology Project : TCAP</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/228/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิพิธภัณฑ์ประจำหลุมขุดค้น (site museum)</title>
		<link>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94</link>
		<comments>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2011 15:18:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โบราณคดีชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.archaeopen.com/?p=225</guid>
		<description><![CDATA[จากกระบวนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม เตาโบราณที่บ้านพ่อจัน และ แม่แพร สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรจากหลายฝ่ายมาใช้ร่วมกัน สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ ทำให้เตาที่ขุดขึ้นมาเกิดประโยชน์ต่อชุมชน การเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการขุดค้นฯ ทำให้เกิดความรักและความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรโบราณคดีที่มีอยู่ในชุมชน สมาชิกรู้สึกว่าตนมีศักยภาพ เพราะสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมได้ ยอมรับในบทบาทที่ช่วยกันเอื้ออำนวยให้การขุดเตาดำเนินไปได้ด้วยดี ในขั้นต่อไปจึงเป็นการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือ ไม่เพียงแต่การจัดการเตาเผาฯเท่านั้น แต่หมายถึงการจัดการให้คนส่วนมากได้มีโอกาสเข้ามาร่วมในด้านต่างๆ ตามความสนใจ และ ความถนัด เมื่อการขุดค้นเสร็จสิ้น สิ่งที่ทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยกัน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ชุมชน ถ้าหากเป็นความต้องการของชาวบ้าน การนำเข้าสู่การมีพิพิธภัณฑ์ของชุมชน จะเป็นไปโดยธรรมชาติ ในรูปแบบที่เขาสามารถเข้าถึงและจัดการได้ และการขุดค้นเตาโบราณที่บ้านพ่อจันและแม่แพร ชุมชนได้ให้กลุ่มเยาวชนที่สนใจแสดงบทบาทต่อไป กลุ่มเยาวชนที่อยู่ระหว่างปิดภาคเรียน ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้และทำกิจกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนของการขุดค้น ทำการปรับปรุงบริเวณพิพิธภัณฑ์ให้ดูสะอาดตา จัดทำบอร์ดนิทรรศการ เกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชน เตาเผาโบราณ แหล่งท่องเที่ยวของชุมชน และกิจกรรมการปั้นดินของเด็กๆ ทำป้ายบอกทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ถนนใหญ่จนมาถึงทางเข้า และเมื่อเปิดภาคเรียนเยาวชนเหล่านี้ก็จะต้องกลับไปเรียนหนังสือ ชุมชนบ้านบัวยังมีกระแสสังคมภายนอก ในเรื่องของค่านิยมบริโภคนิยมเข้าไปน้อย จึงเป็นโอกาสดีที่จะทำงานพัฒนากลุ่มเยาวชนให้มีความรัก ความผูกพันกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน กระแสการพัฒนาที่เน้นวัตถุนิยม บริโภคนิยมจากภายนอก รวมทั้งเรื่องของความยากจน และหนี้สิน เป็นความจำเป็นที่จะดึงให้คนในชุมชนต้องเข้าไปทำงานในเมือง เพื่อหาเงินตอบสนองกระแสบริโภคนิยมที่รุนแรงมากขึ้น เยาวชนก็เช่นกันที่จะต้องวิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเช่นเดียวกับวัยรุ่นในชุมชนอื่นๆ จึงหวังว่าการเปิดพื้นทีให้กับทุกคนในการทำงานพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะสามารถสร้างงานในชุมชน ให้เด็กๆได้ทำงานอยู่ในชุมชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากกระบวนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม เตาโบราณที่บ้านพ่อจัน และ แม่แพร สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรจากหลายฝ่ายมาใช้ร่วมกัน สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ ทำให้เตาที่ขุดขึ้นมาเกิดประโยชน์ต่อชุมชน</p>
<p>การเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการขุดค้นฯ ทำให้เกิดความรักและความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรโบราณคดีที่มีอยู่ในชุมชน สมาชิกรู้สึกว่าตนมีศักยภาพ เพราะสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมได้ ยอมรับในบทบาทที่ช่วยกันเอื้ออำนวยให้การขุดเตาดำเนินไปได้ด้วยดี ในขั้นต่อไปจึงเป็นการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือ ไม่เพียงแต่การจัดการเตาเผาฯเท่านั้น แต่หมายถึงการจัดการให้คนส่วนมากได้มีโอกาสเข้ามาร่วมในด้านต่างๆ ตามความสนใจ และ ความถนัด เมื่อการขุดค้นเสร็จสิ้น สิ่งที่ทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยกัน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ชุมชน ถ้าหากเป็นความต้องการของชาวบ้าน การนำเข้าสู่การมีพิพิธภัณฑ์ของชุมชน จะเป็นไปโดยธรรมชาติ ในรูปแบบที่เขาสามารถเข้าถึงและจัดการได้ และการขุดค้นเตาโบราณที่บ้านพ่อจันและแม่แพร ชุมชนได้ให้กลุ่มเยาวชนที่สนใจแสดงบทบาทต่อไป</p>
<p>กลุ่มเยาวชนที่อยู่ระหว่างปิดภาคเรียน ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้และทำกิจกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนของการขุดค้น ทำการปรับปรุงบริเวณพิพิธภัณฑ์ให้ดูสะอาดตา จัดทำบอร์ดนิทรรศการ เกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชน เตาเผาโบราณ แหล่งท่องเที่ยวของชุมชน และกิจกรรมการปั้นดินของเด็กๆ ทำป้ายบอกทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ถนนใหญ่จนมาถึงทางเข้า และเมื่อเปิดภาคเรียนเยาวชนเหล่านี้ก็จะต้องกลับไปเรียนหนังสือ</p>
<p>ชุมชนบ้านบัวยังมีกระแสสังคมภายนอก ในเรื่องของค่านิยมบริโภคนิยมเข้าไปน้อย จึงเป็นโอกาสดีที่จะทำงานพัฒนากลุ่มเยาวชนให้มีความรัก ความผูกพันกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน กระแสการพัฒนาที่เน้นวัตถุนิยม บริโภคนิยมจากภายนอก รวมทั้งเรื่องของความยากจน และหนี้สิน เป็นความจำเป็นที่จะดึงให้คนในชุมชนต้องเข้าไปทำงานในเมือง เพื่อหาเงินตอบสนองกระแสบริโภคนิยมที่รุนแรงมากขึ้น เยาวชนก็เช่นกันที่จะต้องวิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเช่นเดียวกับวัยรุ่นในชุมชนอื่นๆ จึงหวังว่าการเปิดพื้นทีให้กับทุกคนในการทำงานพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะสามารถสร้างงานในชุมชน ให้เด็กๆได้ทำงานอยู่ในชุมชน หรือ อาจเป็นแนวทางการสร้างงานในชุมชน หรือ คิดหาทางช่วยกันพัฒนาชุมชนได้ต่อไป</p>
<p>สำหรับการพัฒนาชุมชนนั้น การพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดศักยภาพ และความเชื่อมั่นในการดูแลจัดการพัฒนาชุมชนของตนได้ การขุดค้นเตาโบราณ เป็นเพียงอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้เชื่อมโยงแหล่งทรัพยากรทางโบราณคดี เข้ากับกระบวนการพัฒนาคน ทำได้โดยกระบวนการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรวัฒนธรรม การฟื้นฟู การผลิตซ้ำ สร้างแหล่งเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน</p>
<p>ซึ่งในกระบวนการเชื่อมประสานสิ่งต่างๆให้สามารถพัฒนาศักยภาพ และฟื้นฟูพลังชุมชนได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีศักยภาพ มีความพร้อม ความสนใจ ต้องการมีส่วนร่วม และต้องมีเวลามากพอที่จะเรียนรู้ และการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เป็นเยาวชน</p>
<p>ขอขอบคุณเยาวชนทุกท่านที่มีส่วนร่วม เป็นกำลังสำคัญในกระบวนการโบราณคดีชุมชน ขอขอบคุณผู้ปกครองทุกท่านที่อนุญาตให้เด็กๆเข้าร่วมทำกิจกรรม และ ให้ความเมตตาเป็นพี่เลี้ยง ดูแลนักศึกษาฝึกงาน ที่สำคัญคือ เป็นหลักในการดำเนินกระบวนการทั้งหมดนี้</p>
<p>นับว่าเป็นโชคดีของโครงการโบราณคดีชุมชนอย่างยิ่ง ที่ได้พบผู้คนและชุมชนที่เสียสละ รับภาระในการจัดการดูแลแหล่งเตาเผาโบราณ และ พิพิธภัณฑ์ชุมชนที่ได้สร้างขึ้น ในระยะเวลาที่ผ่านมา และ ยังดูแลต่อมาเป็นอย่างดี</p>
<p>เช่นเดียวกัน ที่บ้านเวียงบัว หลังการขุดค้นทางโบราณคดีที่ทำให้มี site meseum คือ พิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณแล้ว ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ในรูปแบบที่เรียกว่า น้ำใจ ความเข้าใจ การยอมรับกันและกัน ให้เกียรติกัน ในการทำงาน ที่อาจมองไม่เห็น แต่รับรู้ได้ร่วมกันนี้ ไม่มีในขั้นตอนธุรกิจการผลิตวัตถุสิ่งของ เป็นพัฒนาการที่มีอยู่ในตัวบุคคลของคนในชุมชนบ้านเวียงบัว และได้แสดงออกมาในกระบวนการจัดการแหล่งโบราณคดี เป็นพลังของชุมชนที่ทำให้งานดำเนินไปได้จนสำเร็จ ด้วยงบประมาณจำกัด และเพื่อการจัดการแบบพอเพียง เป็นพัฒนาการที่สำคัญและมีค่าของผู้คน ที่ไม่ได้ถูกตัดขาดออกจากการขุดค้นเตาเผาโบราณ ที่เป็นวัตถุซึ่งจะขาดชีวิตชีวา กลายเป็นเพียงซากเตาเก่าๆไม่น่าสนใจ หากขาดพลังชุมชนส่วนนี้ที่จะทำให้การใช้งาน ใช้ประโยชน์จากแหล่งโบราณคดีเล็กๆนี้ มีคุณค่ามีความหมาย มีคนช่วยกันดูแลรักษาต่อไป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น คงอยู่ยาวนานต่อไปแค่ไหน ขึ้นกับพลังกำลังใจของผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และภูมิต้านทานต่อกระแสทุนนิยม บริโภคนิยม กับการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่ไม่ใช่มีเพียงเตาโบราณเท่านั้น แนวความคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง สามารถสร้างแนวทางอนุรักษ์ที่นำไปใช้ได้ทุกที่ ทุกกิจกรรม ก่อให้เกิดผลในทางที่ดีต่อส่วนรวม ส่วนใหญ่ เพราะไม่ใช่การอนุรักษ์ในแบบที่ต้องทำลายสิ่งที่แตกต่างจากตัวเอง แต่เป็นการทำความเข้าใจภาพรวมที่หลากหลาย แม้สิ่งเล็กๆที่เราอาจเคยมองข้ามความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องกับสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่กว่า และเป็นความต้องการของกระบวนการโบราณคดีชุมชน ที่ไม่ได้คัดแยกออก รักษาแต่เฉพาะวัตถุ</p>
<p>เนื่องจากสภาพอากาศและแดดที่ร้อนจัด จนทำให้ต้องเปลี่ยนไปทำการขุดค้นในเวลากลางคืน ช่วยลดความเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานกลางแดด มีบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น และ มีคนที่เลิกจากงานประจำในเวลากลางวัน มาร่วมทำกิจกรรมด้วยได้</p>
<p>พ่อจัน และ แม่แพร เจ้าของที่ดินสำหรับทำการเกษตรเลี้ยงครอบครัว ที่ต้องกลายสภาพ มาเป็นหลุมขุดค้นเตาโบราณ และ สถานที่สาธารณะไป นอกจากจะสละพื้นที่ให้ทำการขุดค้น และร่วมขุดค้นแล้ว ยังดูแลทำความสะอาดบริเวณ หาต้นไม้มาปลูก อีกทั้งคอยดูแลแบ่งปันซื้อหาน้ำดื่มเย็นๆ น้ำใช้ ผ้าใบกันแดด นำพืชผลในสวนมาเลี้ยงดูคนที่มาขุดค้น และเมื่อเปลี่ยนไปขุดกลางคืน ยังได้จัดการเรื่องไฟฟ้า และทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยเป็นผู้เสียสละจัดหามาแบ่งปันจากทรัพย์สินของตนเองทั้งสิ้น สนับสนุนคนที่มาขุดค้น ด้วยความเอาใจใส่ น้ำใจของพ่อจัน ป้าแพร พ่ออุ้ยแต๋ง และ คนในชุมชนบ้านบัว คือ &#8217;จิตสำนึกสาธารณะ&#8217; ที่นักศึกษาได้มาเห็นด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ ที่นี่</p>
<p>สิ่งของที่จัดแสดงได้จากผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ในชุมชนบริจาค ได้แก่ เครื่องครัว อุปกรณ์การทำการเกษตร เครื่องมือช่าง ฯลฯ นำมาทำความสะอาด บันทึกข้อมูล ประวัติ ประโยชน์ใช้สอย ประเภทตามแบบอย่างระบบของพิพิธภัณฑ์</p>
<p>ปรับทัศนียภาพบริเวณพิพิธภัณฑ์ให้ดูสะอาดตา ทำป้ายนิทรรศการ ทำป้ายบอกทาง ทั้งทางเข้าพิพิธภัณฑ์ และ บริเวณคูเมือง ซึ่งมี &#8217;พ่อศักดิ์&#8217; คุณสมศักดิ์ เฉพาะธรรม ที่มีทั้ง แผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับชุมชนบ้านบัว พานักศึกษาและเยาวชนเดินดูคูเมือง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.archaeopen.com/2011/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
